หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

VIP Modern 9 TV

คลิปรายการ VIP ออกอากาศเมื่อวันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม 2555

 

หมวดหมู่
การพูด/นำเสนอ การศึกษาและวิชาการ งานวิจัย งานอดิเรก ชีวิตทั่วไป สาระแห่งชีวิต ไม่มีหมวดหมู่

Designing Your PhD!

หลังจากที่ผมเรียนจบปริญญาโทในสาขาประสาทวิทยาศาสตร์ จาก Imperial College London School of Medicine  ในช่วงปลายเดือนกันยายนปี 2007 ผมก็ได้เข้าเรียนปริญญาเอกในรูปแบบ PhD (หลักสูตรปริญญาเอกทั่วโลกนั้นมีชื่อเรียกหลายแบบ) หลังจากนั้นทันที ที่ UCL Institute of Child Health โดยผมได้ศึกษาและวิจัยคุณสมบัติของเซลล์ต้นกำเนิดจากแหล่งต่างๆ เช่น สมอง, น้ำคร่ำ, ไขมัน และอื่นๆ เพื่อทำความเข้าใจชีววิทยาและการนำไปใช้ในทางการแพทย์ แต่ท้ายสุดแล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ผมได้เรียนมานั้น ประโยชน์สูงสุดที่ได้รับก็คือ “ทำความเข้าใจร่างกายของตนเอง” แต่ทว่าเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนั้นจำเป็นจะต้องได้รับการออกแบบตั้งแต่ต้น ถึงแม้เราจะไม่รู้ว่าระหว่างทางจะเกิดปัญหาอะไรให้ได้เผชิญบ้าง ผมเองได้ออกแบบการเรียนปริญญาเอก (Designing My PhD!) บางส่วนของผมไว้ว่า ผมอยากจะเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเส้นทางการเรียนรู้และศึกษาวิจัยให้เกิดเป็นงานสื่อสารวิทยาศาสตร์เพื่อสาธารณะ (science public engagement) ซึ่งจะเป็นรากฐานงานที่ผมอยากจะทำเมื่อกลับไปทำงานประจำที่ประเทศไทย

นอกเหนือจากผลผลิตงานวิจัยที่เกิดเป็นข้อมูลมากมายเพื่อใช้ในการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการแล้ว ผมก็ชอบการถ่ายภาพวิทยาศาสตร์ที่เกิดจากการทดลองของผม ซึ่งประชาชนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยมีโอาสได้เ็ห็นบ่อยนัก อีกทั้งสถานศึกษาและพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยเองก็ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก โดยภาพข้างล่างนี้เป็นชื่อผลงาน คือ Chase on Mars เป็นภาพแผ่นสมองที่ปลูกถ่ายด้วยเซลล์ต้นกำเนิดจากน้ำคร่ำ (สีเขียว) ซึ่งผมส่งเข้าประกวดในระดับมหาวิทยาลัย ในงานที่ชื่อว่า Research Images As Art (กดที่นี่) ทั้งนี้ยังมีอีกสองผลงานคือ Fireworks  และ Flying Wolf ซึ่งได้ถูกนำไปใช้เป็นภาพปกนิตยสารของมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ผมเชื่อว่าช่วงเวลาการเรียน 3-4 ปีนั้น นอกจากการเรียนเพียงอย่างเดียว ผมน่าจะทำอะไรได้อีกเยอะในขณะที่ผมเรียนปริญญาเอก ผมทำงานที่นอกเหนือจากงานวิจัยหลายอย่าง เพราะว่า “ผมอยากทำ” และผมคิดว่าถ้าผมไม่เริ่มทำก็ไม่รู้ว่าจะได้ทำตอนไหน ผมไม่อยากรอเวลาจนเรียนจบแล้วถึงไปเริ่มทำเรื่องต่างๆ เหล่านี้ที่เมืองไทย เพราะมันอาจจะสายเกินไปและไม่ทันท่วงที ผมถือคติอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าทรัพยากรรอบกายพร้อม เพื่อนร่วมงานพร้อม และโอกาสมาเมื่อไหร่แสดงว่าเป็นโชคของผมแล้วที่จะได้ทำ เพราะผมได้เตรียมความพร้อมของตัวเองไว้อยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้ว

ตัวอย่าง อาทิเช่น

ผมโชคดีที่ได้รู้จักเครือข่ายเพื่อนๆ ทั้งที่อยู่ที่ต่างประเทศแบบ off-line และเพื่อนๆ แบบ On-line โดยเฉพาะเครือข่ายในเฟสบุ๊ก งานหลายอย่างที่ผมทำ ผมต้องขอบคุณเฟสบุ๊กซึ่งเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพ หลายคนที่ผมได้ร่วมงานด้วยผมก็ไม่เคยได้เจอตัวจริงมาก่อน เราคุยกันผ่านเฟสบุ๊กจนงานเกิดเป็นรูปเป็นร่างอย่างน่ามหัศจรรย์ ผมจึงเชื่อว่าด้วยกุศลจิตเป็นพื้นฐาน เราสามารถใช้เครือข่ายสังคมเพื่อทำงานร่วมกันและเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้เช่นกัน

ซึ่งจะว่าไปแล้วการเรียนปริญญาเอกอาจดูจะง่ายกว่าปริญญาตรีในเชิงการบริหารจัดการ กล่าวคือหลักสูตรปริญญาตรีผมต้องถูกบังคับให้เข้าเรียนตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงสี่โมงเย็น ข้าวเที่ยวก็ไม่ได้ทานในบางวัน และหลายวิชาผมก็ไม่ได้ชอบ รู้สึกไม่สนุกกับการเรียนและต้องอ่านพาวเวอร์พอยท์ของอาจารย์ ซึ่งหลายคนคงทราบว่าผมไม่ชอบจดคำบรรยายในชีทพาวเวอร์พอยท์ ผมชอบอ่านตำรา textbook มากกว่า เพราะทำให้เราได้ทราบเนื้อหาวิชาเป็นเรื่องเป็นราว

เมื่อถึงเวลาที่ใกล้จะจบ นักศึกษาปริญญาเอกที่อังกฤษต้องทำรายงานเล่มใหญ่ที่เรียกว่า ดุษฏีนิพนธ์ (PhD thesis) ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีรูปแบบและข้อกำหนดที่แตกต่างกันออกไป (อ่านรายละเอียด ที่นี่ผมใช้เวลาในการเขียนไม่นานนัก ไม่น่าจะเกิน 3 เดือน เพราะผมมีเนื้อหาบางส่วนจากที่เขียนเอาไว้ในรายงานตอนปีแรกของการเรียน และที่เขียนไว้ในต้นฉบับเพื่อการตีพิมพ์ในวารสารวิจัย ดุษฏีนิพนธ์ของผมชื่อเรื่องว่า somatic stem cells: properties and potential for regenerative medicine ชื่อมันค่อนข้างกว้างมากเนื่องจากผมเขียนเพียง 3 บทใหญ่ๆ เท่านั้น

  • บทที่ 1 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดจากน้ำคร่ำ (amniotic fluid stem cells) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในหัวข้อ Amniotic Fluid Stem Cells Increase Embryo Survival Following Injury
  • บทที่ 2 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน (adipose stem cells)
  • บทที่ 3 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดและระบบประสาทในคลอรอยด์ เพล็กซัส (choroid plexus) โดยผมได้นำเสนอผลงานที่งานประชุมประสาทวิทยาศาสตร์ระดับโลก (World congress of neuroscience) ที่ประเทศอิตาลี เรื่อง Neurogenesis and nerves in the choroid plexus

นอกเหนือจากการเขียนงานวิจัยแล้ว ผมก็ได้หัดการวาดภาพการ์ตูน/เซลล์อย่างง่ายๆ โดยใช้โปรแกรม PowerPoint 2010 เพื่อผลิตภาพประกอบธีซีสของผม ภาพด้านล่างนี้เป็นการอธิบายสหวิชาต่างๆ ที่นำไปสู่ความเข้าใจเซลล์ต้นกำเนิดและเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม และผลิตภัณฑ์ยาในรูปแบบใหม่คือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) ประกอบด้วย 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนี้

1. การรักษาโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดและเซลล์ที่ได้จากเซลล์ต้นกำเนิด (  somatic cell therapy products)

2. การบำบัดด้วยยีน (gene therapy medicinal products)

3. เนื้อเยื่อที่ผ่านการดัดแปลง (tissue engineered products)

แต่เนื่องจากผลการทดลองของผมเป็นรูปภาพซะส่วนใหญ่เลยทำให้เล่มนี้หนาประมาณ 300 หน้า ทั้งนี้ได้พยายามตัดเนื้อหาบางส่วนออกไปจำนวนมากแล้วเพราะบางประเด็นมันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวแนวคิดหลัก (theme) ที่เราต้องการจะนำเสนอและอาจจะทำให้คนอ่านไขว้เขว อาจารย์ที่ปรึกษาเลยแนะนำให้ตัดออกเพื่อให้มีเนื้อหาที่ไหลลื่นมากขึ้น

หลังจากส่งเล่มดุษฏีนิพนธ์เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็ต้องรอสอบในอีกสามเดือนต่อมาในวันที่ 13 ธันวาคม เนื่องจากกรรมการสอบบางท่านต้องไปปฏิบัติภาระกิจที่ต่างประเทศและมีตารางเวลาที่ไม่ตรงกัน ช่วงที่รอก็ทำให้ผมได้ทำกิจกรรมนอกเวลาหลายอย่าง และเขียนงานทางวิชาการกับ Dr Patrizia Ferretti (อาจารย์ที่ปรึกษา ) รวมทั้งทำงานอดิเรกที่ผมอยากจะทำไปพร้อมๆ กัน

สำหรับการเตรียมตัวสอบปากเปล่านั้น ก็ได้ถามอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่หลายหนว่าควรจะเตรียมตัวอย่างไรดี เขาก็แนะนำให้อ่านเนื้อหาที่เขียนและอธิบายการทดลองที่ได้ทำไปให้ชัดเจน ซึ่งมันก็เหมือนตอบแบบกำปั้นทุบดิน เขายังบอกว่าไม่ค่อยเป็นห่วงหากกรรมการสอบเขาตั้งคำถามเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปที่อยู่นอกธีซีส เพราะผมค่อนข้างติดตามข่าวสารงานวิจัยอยู่ตลอดแล้ว

หลังจากที่ผมกลับมาอ่านสิ่งที่ตัวเองได้เขียนไป เตรียมการพูดอธิบายวัตถุประสงค์การศึกษา ข้อโดดเด่นและข้อจำกัดในการศึกษานี้ รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ก็เตรียมใจอยู่แล้วว่าต้องแก้ไข เพราะบางครั้งก็ไม่ค่อยเข้าใจมากนักว่าเหตุผลที่ตัวเองเขียนอธิบายการทดลองในแบบนั้นเพราะอะไร บางส่วนก็ไม่ได้ระบุให้ชัดเจน ก็พยายามเตรียมคำตอบประเด็นเหล่านั้นเพราะคิดว่ากรรมการก็คงสงสัยเหมือนกัน คืนก่อนสอบเป็นคืนที่แย่มากเพราะกลับจากมหาวิทยาลัยประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ หอบแฟ้มธีซีสกลับไปอ่านที่บ้าน ฝนก็ตกหนักมาก แฟ้มก็เปียก ทั้งหิวข้าวตอนดึก ตอนนั้นใจหวิวๆ เหมือนเป็นลางบอกว่าวันสอบจะต้องลำบากกว่านี้ 555+

พอถึงวันสอบ ตอนเช้าก็ได้อ่านทบทวนเล็กน้อย แต่ก็อ่านไม่ค่อยได้เยอะเพราะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว กินข้าวก็ไม่ลง พอถึงเวลาที่เข้าห้องสอบ กรรมการก็ถามว่าบทใดที่ชอบมากที่สุด ส่วนใดที่เป็นข้อจำกัดของการศึกษา แต่แปลกใจที่กรรมการถามความรู้รอบตัวค่อนข้างมาก เช่น

  • การทำงานของ transcription factor เช่น Oct4, Nanog, Sox2 และอื่นๆ ซึ่งผมไม่ได้ศึกษาโดยตรง แต่ผมศึกษาการสร้างเซลล์ต้นกำเนิดจากการเหนี่ยวนำ (induced pluripotent stem cells) จากเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน
  • การพัฒนาไปเป็นเซลล์ประสาทโดยใช้สารเคมี
  • ความรู้สึกต่องานวิจัยของเราว่าจะไปช่วยพัฒนาต่อเติมอะไรได้บ้าง สำหรับวงการวิจัยเซลล์ต้นกำเนิดในระดับสากล
  • ทำไมถึงเลือกวิธีการทดลองแบบ ก. ไม่ใช้วิธีแบบ ข. เป็นต้น
  • วิเคราะห์ และวิจารณ์งานวิจัยของผู้อื่นที่เราใช้เป็นเอกสารอ้างอิง
  • บางครั้งกรรมการอาจจะไม่คุ้นเคยกับแนวคิดงานวิจัยของเรา ซึ่งตัวเราเองอาจจะรู้สึกว่ามันดูพื้นฐานและเขาน่าจะรู้ แต่เมื่อเขาถามแล้วเราก็จำเป็นต้องอธิบายแนวคิด เป็นขั้นเป็นตอนให้เชื่อมโยงกัน และชี้ให้เป็นว่าการทดลองที่เราทำนั้นมันจะตอบคำถามและนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างในอนาคต ซึ่งแท้จริงเขาอาจจะแกล้งถามหรือไม่ทราบจริงๆ ก็เป็นได้

หลังจากเริ่มสอบประมาณบ่างสองโมง กรรมการก็ถามอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีการพัก กรรมการท่านนึงจดบันทึกหัวข้อคำถามเป็นข้อๆ ในสมุดของท่าน แล้วท่านก็ไล่ถามตามลำดับซึ่งไม่ได้เรียงตามหน้า กรรมการอีกท่านก็จดคำถามใส่ในกระดาษ post-it แปะในตัวธีซีส พอถามเสร็จก็ดึงออกที่ละข้อ ซึ่งทั้งสองคนไม่ได้ถามตามลำดับหน้า กล่าวคือ เขาเริ่มถามจากหน้าสรุปของบทสุดท้าย แล้วก็ย้อนกับไปบทแรกๆ พอนึกได้หรือมีข้อสงสัยที่เชื่อมต่อกับคำถามก่อนหน้า เขาก็โยงไปอีกบทใหม่ ซึ่งเราจะไม่มีเวลาได้เปิดอ่านธีซีสของเราเลย ต้องเตรียมพูดตอบคำถามอย่างฉับพลัน จนกระทั่งทุกคนเริ่มพอใจกับการตอบคำถาม หมดคำถามในสมุดบันทึกแล้ว กระดาษ post-it ก็ถูกนำออกไปจากธีซีสหมดแล้ว

หลังจากนั้นกรรมการก็บอกว่าพอใจกับการถามคำถามจนหมดสิ้นแล้ว และเวลาประมาณ 16.30 น. เขาก็เชิญผมออกนอกห้องก่อนเพื่อจะเรียกตัวกลับมาฟังผลการสอบอีกครั้ง ผมยืนรออยู่นอกห้องประมาณ 10 นาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นมากๆ เพราะเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา และเมื่อกรรมการเรียกตัวกลับเข้าห้องสอบอีกครั้ง เขาก็แสดงความยินดี “Congratulations…” ตามด้วยคำพูดที่แสดงถึงความพอใจกับการตอบคำถามและให้เราจบปริญญาเอก แต่ที่แปลกใจและคาดไม่ถึงคือ เขาไม่ต้องการให้แก้ไขธีซีสเพิ่มเติม! ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก เพราะตอนที่สอบผมก็จดคำแนะนำทุกอย่างแต่ข้อสเนอแนะไว้หมด เพราะคิดว่าต้องแก้ไขตามที่กรรมการได้แนะนำเอาไว้ แต่ในเมื่อกรรมการเขาไม่ต้องการให้แก้ไขเพิ่มเติมเราจะไปเรียกร้องอยากจะแก้ไขทำไมหนอ… เป็นอันจบพิธีการสอบปากเปล่า (PhD VIVA) อย่างสมบูรณ์ครับ

หลังจากสอบเสร็จแล้วก็มีการพูดคุยแสดงความยินดีจากทั้งกรรมการสอบ รวมทั้งอาจารย์และสมาชิกของภาควิชาที่ผมเรียนอยู่ และกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมงานที่มีส่วนผลักดันให้ผมสำเร็จการศึกษา ในภาพนี้ผมยืนอยู่กลาง โดยมีกรรมการสอบภายใน (Internal Examiner) ของยูซีแอล คือ  Professor Jeremy Brockes (ซ้าย)  และกรรมการจากภายนอก (External Examiner) คือ Professor Peter Andrews (ขวา)

บันทึกนี้เขียนขึ้นมาเพื่ออยากจะให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ชีวิตการเรียนของผมที่ไม่จำเป็นต้องขลุกอยู่กับตำราตลอดเวลา แต่ไม่ใช่การละทิ้งโดยไม่อ่านหนังสือหรืองานวิจัยให้ทันโลกนะครับ สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวสอบก็ขอให้โชคดีและหวังว่าบันทึกนี้จะเป็นประโยชน์กับท่าน และหากท่านผู้อ่านท่านใดที่กำลังเริ่มเรียนปริญญาเอกก็ขอให้เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ สักวันจะถึงเวลาที่เราจะได้แสดงฝีมือครับ…โชคดีกันถ้วนหน้าครับ

“ขยัน…คือ…คำตอบ”

หมวดหมู่
การศึกษาและวิชาการ คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ไม่มีหมวดหมู่

Design & Technology Curriculum: แล้วทิศทางของประเทศไทยหล่ะ?

วันนี้ผมมีโอกาสได้ไปฟังการบรรยายเรื่อง Art, Design and Bad Science‏ ที่ Royal Society for the Encouragement of Arts, Manufactures and Commerce, ลอนดอน โดยมีวิทยากรหลายท่าน เช่น

  • Robert Bird ซึ่งเป็น learning director for Art and Design and Competence Curriculum, Oasis Academy Enfield
  • Dr Rhys Morgan ซึ่งเป็น head of secretariat for Education for Engineering (E4E), Royal Academy of Engineering
  • John Miller ซึ่งเป็น designer and author of the recent RSA pamphlet

แต่วิทยากรหลักที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมลงทะเีบียนไปฟังคือ Daniel Brown เขามีฉายาว่าเป็น electronic artist 

“Daniel Brown is a designer, programmer and artist, specializing in the fields of Creative Digital Technology and Interactive Design and Applied Arts”

ซึ่งเขาได้สร้างสรรค์งานศิลปะสมัยใหม่โดยใช้ความชอบส่วนตัวทางคณิตศาสตร์ของเขาในการเขียนรหัส/โปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้เกิดเป็นงานศิลปะแขนงใหม่ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ โดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก เขาไม่ได้ใช้ปากกา สี หรือพู่กัน เฉกเช่นศิลปะที่เราเคยคุ้นตา ทั้งนี้ตัวเขาเองก็เป็นผู้พิการซึ่งไม่สามารถเดินได้  ผลงานของเขามีตั้งแต่ออกแบบภาพกราฟฟิกบนกระจกขนาดใหญ่ของอาคารให้เคลื่อนไหวตามคำสั่งโปรแกรมที่ไม่ซ้ำแบบ (ซึ่งต่างจาก animation) หรือการออกแบบโปรแกรมให้ฉายภาพต่างๆ จากบนเพดานห้องลงไปบนถ้วย/ชามที่วางบนโต๊ะอาหาร ให้เกิดเป็นลวดลายต่างๆ ที่แปลกตา เป็นต้น ทั้งนี้ท่านสามารถเข้าไปเยี่ยมชมภาพผลงานของเขาได้ ที่นี่

นอกเหนื่อจากความมหัสจรรย์ของผลงานศิลปะยุคดิจิตัลแล้ว สิ่งที่มีการพูดคุยอภิปรายกันในงานคือ การออกแบบ/ดีไซน์ ควรจะจัดเป็นศิลปะ หรือเทคโนโลยี และดีไซน์ควรจะจัดเป็น “วิชา” หรือ “กระบวนการ” เนื่องจากที่อังกฤษมีวิชาที่ทับซ้อนกันคือ Arts & Design (ท่านสามารถติดตามหลักสูตรแห่งชาติได้ ที่นี่)  และ Design & Technology (ท่านสามารถติดตามหลักสูตรแห่งชาติได้ ที่นี่) ซึ่งทั้งภาครัฐ, นักวิชาการและครูต่างก็พยายามหาทางออกการบูรณาการเรื่องนี้ให้เกิดการเรียนการสอนที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

โดยครูในโรงเรียนที่เข้าร่วมอภิปรายได้พยายามออกแบบการเรียนการสอนโดยโยงเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องธุรกิจ หรือเรื่องสังคมศาสตร์ให้เข้ากับเรื่องดีไซน์ ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่ผมอยากจะให้เกิดขึ้นที่เมืองไทยคือ cross-curricular learning ซึ่งคณะครูเองต้องพยายามออกแบบการสอนและเชื่อมโยงวิชาต่างๆ ให้เข้ากับบริบท เพื่อให้ผู้เรีัยนเกิดการเรียนรู้ที่เข้าถึงแก่นของวิชา สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น สอดคล้องกับชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นภายนอกโรงเรียน และก้าวทันความเป็นไปของโลก

น่าเสียดายที่โรงเรียนมัธยมศึกษาในประเทศไทยยังไม่มีหลักสูตรการออกแบบ/ดีไซน์ แบบนี้ เรามีหลักสูตรแกนกลางแห่งชาติ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งที่เห็นพอจะเทียบเคียงได้ก็มีแต่วิชาศิลปะซึ่งอยู่ภายใต้ “กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ” และ “กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี” ที่อาจจะไม่ค่อยจะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน อีกทั้งหลักสูตรก็มิได้เตรียมความพร้อมนักเรียนเพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยและตลาดแรงงาน ทั้งนี้เห็นได้จากคณะวิชาต่างๆ ที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นคณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะมัณฑศิลป์ คณะนิเทศศาสตร์ หรือคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ นักเรียนต่างก็ต้องสอบวิชาเฉพาะที่แทบไม่มีการเรียนการสอนในโรงเรียน ซึ่งทางออกที่ดีที่สุดหากอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะเหล่านั้นได้ ก็ต้องไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม

หากเรามีหลักสูตรเหล่านี้นอกเหนือจากผู้ปกครองไม่ต้องเสียเงินให้ลูกหลานไปเรียนพิเศษแล้ว การเรียนในระดับมัธยมศึกษาทางด้านเทคโนโลยีและการออกแบบ จะเป็นการสร้างโอกาสให้เยาวชนได้มีทางเลือกอาชีพที่หลากหลาย เลือกเรียนในวิชาที่สอดคล้องกับความถนัด และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งนี้จะเห็นว่าภาคธุรกิจ, ภาคการศึกษา หรือแม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังต้องอาศัยศิลปะการออกแบบร่วมสมัย ทั้งในการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์, ผลิตภัณฑ์, การออกแบบสิ่งทอพื้นบ้าน, การจัดระบบงานวิจัย และการสื่อสารระหว่างองค์กรกับสาธารณะชน เป็นต้น

ดังนั้นผมจึงเห็นว่าประเทศไทยควรจะปรับหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาให้หลากหลายขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจและเรียนรู้สิ่งที่พบเจอในชีวิตประจำวัน (นอกโรงเรียน) ก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน และให้สอดคล้องกับการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาและตลาดแรงงานในปัจจุบัน ตลอดทั้งจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูให้มีความรู้ความสามารถในสาขาวิชาใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นการสร้างโฉมใหม่ของระบบการศึกษาที่ไทย โดยที่ไม่ต้องประกาศปฏิรูปการศึกษาอีกหลายรอบจนดูไม่ค่อยจะขลังเท่าไหร่นักครับ

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

TEDxYouth @Krungthep SPEAKERS

SPEAKERS.

ผ่านทางSPEAKERS.

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

สวัสดีชาวโลก – -‘

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

เรื่องน่ายินดี

"แปลกดีนะครับ เดิมผมใช้บริการของ gotoknow ซึ่งเป็นครือข่ายของ learners แต่ก็ไม่ได้เข้ามานานพอสมควร เพราะช่วงหลังยุ่งๆ หน่อย วันนี้แวะเข้ามา ก็นึกอยากเข้าโฮมเพจเกี่ยวกับเรื่องการแปลของอาจารย์โรส  ที่ผมคุ้นเคย (http://learners.in.th/planet/translation )

เลยเห็นบทความของอาจารย์เข้า   และสังเกตว่าเพิ่งเขียนเมื่อวานนี้เอง

เรื่องนี้น่าสนใจครับ ยินดีมากครับที่อาจารย์นำมาเผยแพร่ให้นักศึกษาทราบ  อยากให้รู้จักกันมากกว่านี้ อาจารย์ลองทำอีกบล็อกหนึ่งใน gotonow  ทำไปด้วยกันเลยก็ดีนะครับ เพราะมีสมาชิกเป็นครู อาจารย์ และคนในวงการสุขภาพเยอะ จะได้ช่วยกันเผยแพร่ความรู้ครับ

ผมช่วงนี้ก็ตามอ่านเรื่องพวกนี้อยู่ครับ น่าสนใจดีครับ แต่ที่ผมอ่านส่วนใหญ่เป็นเรื่องของ stress, depression, neurogenesis, neuroplasticity เสียมากกว่า ตอนนี้กำลังตามอ่านเรื่อง gene-environment interaction และ epigenetic modelling อยู่ครับ น่าสนใจดี  เมื่อวานกำลังอ่านเรื่อง Neuroplasticity Mediated by Altered Gene Expression ของ Colleen A McClung and Eric J Nestler ที่ published ใน
Neuropsychopharmacology REVIEWS (2007), 1–15 อยู่ครับ อ่านยากสำหรับผม แต่สนุกดีครับ เป็นอะไรที่ใหม่และน่าติดตามเป็นอย่างยิ่งครับ

ผมจะคอยตามอ่านเรื่องของอาจารย์นะครับ

มาโนช "

มันตื้นเต้นต้องรีบบันทึกไว้ เพราะว่าอาจารย์มาโนช หล่อตระกูลท่ายเป็นปรมาจารย์ทางด้านจิตเวชศาสตร์ที่ รพ รามาธิบดี แล้วผมก็เป็นแฟนคลับอ่านหนังสือที่ท่านแต่งเมื่อครั้งสมัยเรียนปริญญาตรี อาจารย์มาได้ให้เกียรติมาอ่านบทความที่ผมเอาไปลงไว้ใน learner.in.th เรื่อง ผลของการออกกำลังกายต่อการเกิดใหม่ของเซลล์ประสาท ซึ่งผมเขียนนานแล้วเพียงแต่เพิ่งเอาไปลงในเว็บไซต์นี้เมื่อสามวันก่อน

รู้สึกดีมากมาย

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ชีวิตที่โรงเรียนใหม่

วันนี้เป็นอีกวันที่น่าจดจำ เพราะนานๆ ทีจะได้มีโอกาสฟังสัมมนาทางวิชาการเรื่องที่อยากฟัง วันนี้มีอาจารย์จาก Wake Forest University School of Medicine มาบรรยายเรื่อง Stem cells in regenerative medicine ซึ่งบรรยายได้น่าสนใจพอสมควร วันนี้ยังเป็นวันที่ได้พบกับ Dr Paulo อาจารย์ที่ปรึกษาร่วมเป็นครั้งแรก เพราะเคยอ่านแต่เปเปอร์เขาตอนต้นปีที่เป็นข่าวใหญ่เรื่องเซลล์ต้นกำเนิดจากน้ำคร่ำ (amniotic fluid-derived stem cells) แล้วก็ประหลาดใจเมื่อทราบจากอาจารย์ปรึกษาหลักว่าจะได้ทำงานร่วมกับ Dr Pualo เพราะอาจารย์เก่งมากและเป็นผู้บุกเบิกหัวข้องวิจัยนี้เลยก็ว่าได้
หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

neuroprosthetics

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

หาที่เรียนต่อไป

คือว่าหลังจากที่เราต้องหาที่เรียนเอกใหม่
สำหรับ UCL ก็ต้องรอ reference จาก dr. P Cover เพราะว่า อ ที่ปรึกษาโปรเจ็กต์ไม่ยอมให้จดหมาย
ใจร้ายมากๆๆๆๆๆๆๆ บอกว่าไอโซซอรี่นะที่ไม่สามารถตอบคำถามได้ ฮือๆ ได้แต่รอ รอ
ตอนนี้ก็เลยหาที่เรียนเรื่อยๆๆๆๆๆ กลัวที่ UCL ไม่ได้ไง
ศ. ที่ newcastle ที่ตอนแรกให้เราไปเยี่ยมแล็ป เราก็ตกลงจะไปดูละ
แต่ไปดูค่าตั๋วรถไฟแล้ว ตั้งร้อยกว่าปอนด์ ช่วยด้วยครับ ไม่ไปแล้ว ไกลเกิน
ถ้านั่งบัสก็แปด ชม ไม่ไปดีกว่าบ้านนอกเกิน เพราะก็ไม่ได้อภิเชษฐ์งานเขามากนัก
เพียงแต่นิสัยเสียหาที่เรียนให้ได้มากๆๆ แล้วค่อยตัดตัวเลือก ตอนนี้ไม่ทำแล้วครับ กลัวบาป 
วันนี้ก็เลยตอบอีเมล์ไปว่า เราได้ที่อื่นแล้ว เขาคงโกรธอีกตามเคย
มาหลอกให้อยากได้นักเรียนเอกแล้วจากไป ทำได้ลงคอนะวีระพงษ์
วันนี้ก็ได้อีเมล์ไปหา Dr Meng Li ที่คณะแพทย์อิมพีเรียลนี่แหละ คนนี้ย้ายมาจาก U of Edinburgh
ทำด้าน dopaminergic stem cell งานไม่ใหญ่มากนะ
ไม่สนใจตั้งแต่แรกละเพราะเห็นเขียนว่าเป็นแบบ molecular ซึ่งไม่ชอบมากเกินไป
มันยากอะ ไม่เอา พื้นเราไม่ได้ดีมาก แต่พอได้ไปคุยกับ Dr Patrizia แล้วก็ได้ข้อคิดว่า
ไอ้ที่เขียนไว้บนเว็บไซต์นั้นมันไม่ได้ตรงที่เดียวนะ เขาอาจทำอย่างอื่นเต็มไปหมด
วิธีที่ดีสุดคือ ไปนั่งคุยกันตัวต่อตัว ว่ายูทำอะไรบ้าง พอจะให้ไอทำอะไรได้บ้าง
 เดี๋ยวหลังวันที่ 12 เมษานี้ คงได้ไปคุยกับ Dr Meng Li ถ้างานน่าทำก็ขอคิดดูก่อน
อิมพีเรียลก็โอนะ แต่เบื่อมากๆๆๆๆๆ ตอนนี้ เห็นอะไรที่อิมพีเรียลก็เหมือนไม่ด้ไปหมด
เฮ้อ ใจเรา ก่อนมานี่โคตรดีใจ แต่อยู่ไปๆ ไฉนเป็นแบบนี้ อยากเปลี่ยนยูเร็วๆๆ
หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ไปสัมภาษณ์มาแล้ว

วันนี้ไปพบกับ Dr Patrizia Ferritti ที่ทำงานอยู่ Institute of Child Health, University College London เพื่อพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการเรียนปริญญาเอกกับเขา งานวิจัยของเขาที่ตีพิมพิ์ก็เป็น neural stem cell ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากทำตั้งแต่ต้นแหล่ แต่ทำไมเราไม่ติดต่อเขาไปตอนแรกก็งงตัวเองเหมือนกัน อาจเป็นเพราะมัวแต่สมัครเคมบริดจ์อยู่เลยไม่มองที่ UCL เลย อีกอย่างคือทุกที่ที่เข้าค้นหางานวิจัยที่ UCL ก็ไปหาแต่ที่ UCL Campus หลักๆ ก็เลยลืมดูที่นี่ซึ่งก็มีชื่อเสียงโด่งดังไม่น้อยเหมือนกัน ไปถึงประมาณ 10.00AM ก็นั่งรอเพระเขานัด 10.30AM ไปก่อนเฉยๆ ไปดูตึกเรียนว่าน่าอยู่ไหม โดยรวมก็ไม่ใหญ่น่าเรียนดี แต่ไม่ได้กลางลอนดอนเท่าไหร่ เป็นโรงพยาบาลเด็ก บรรยากาศเงียบดี พอถึงเวลาที่คุยกับ Dr Ferretti เขาก็เล่าให้ฟังว่าทำอะไรบ้าง แล้วก้เสนอว่ามีงานวิจัยอะไรที่จะให้เราไปคิดเพื่อตัดสินใจว่าจะมาทำกับเขา ซึ่งเราต้องอีเมล์ไปบอกอีกทีนึง
 
งานวิจัยที่เราสนใจอยากจะทำให้มีดังต่อไปนี้
  1. บทบาทของ neural stem cells ในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อประสาทของโมเดล spinal cord injury ใช้การศึกษาใน chick embryo เป็นหลัก
  2. การเดินทางของ neural stem cell จากสมองส่วน Hippocampus ไปยังสมองส่วนต่างๆ เมื่อใช้เอ็มบริโอที่มีอายุต่างกันและได้รับการกระตุ้นจากปัจจัยที่ต่างกัน อันนี้ทดลองในหนู mouse
  3. ศึกษาเซล์ต้นกำเนิดจากน้ำคร่ำที่เรียกว่า Amniotic – derived stem cell เมื่อเดือนที่แล้วเป็นข่างใหญ่หน้าหนึ่งหลายวันเรื่องเซลล์กำเนิดในน้ำคร่ำเพราะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ไม่ต้องใช้ embryonic stem cell ที่มีปัญหาจริยธรรมมากมาย เราก็จะศึกษาศักยภาพของเซลล์นี้ในการเจริญพัฒนาไปเป็น neural stem cell ข้อดีของสถาบันวิจัยนี้ เป็นโรงพยาบาล เวลาหมอเจาะตรวจน้ำคร่ำเราก้ได้ตัวอย่างมาทำวิจัยได้ ซึ่งถ้าไม่ใช่ รพ ก็เก็บเซลล์ต้นกำเนิดยาก ก็เลยคิดว่าถ้ากลับเมืองไทยก็คงต้องทำร่วมกับอาจารย์หมอที่ รพ จุฬา เพื่อขอน้ำคร่ำมาทำวิจัยซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะ

ขอเวลาตัดสินใจหนึ่งวันแล้วอีเมล์ไปบอกอาจารย์ ตอนนี้เกิด bias อยากเรียนหัวข้อที่สามเพราะเป็นเรื่องใหม่ เมืองไทยไม่มีใครทำแน่ ยังมีอะไรให้ทำอีกมากเพราะในโลกนี้ก็ยังมีคนทำเรื่องนี้ไม่มากนัก