หมวดหมู่
การพูด/นำเสนอ การศึกษาและวิชาการ งานวิจัย งานอดิเรก ชีวิตทั่วไป สาระแห่งชีวิต ไม่มีหมวดหมู่

Designing Your PhD!

หลังจากที่ผมเรียนจบปริญญาโทในสาขาประสาทวิทยาศาสตร์ จาก Imperial College London School of Medicine  ในช่วงปลายเดือนกันยายนปี 2007 ผมก็ได้เข้าเรียนปริญญาเอกในรูปแบบ PhD (หลักสูตรปริญญาเอกทั่วโลกนั้นมีชื่อเรียกหลายแบบ) หลังจากนั้นทันที ที่ UCL Institute of Child Health โดยผมได้ศึกษาและวิจัยคุณสมบัติของเซลล์ต้นกำเนิดจากแหล่งต่างๆ เช่น สมอง, น้ำคร่ำ, ไขมัน และอื่นๆ เพื่อทำความเข้าใจชีววิทยาและการนำไปใช้ในทางการแพทย์ แต่ท้ายสุดแล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ผมได้เรียนมานั้น ประโยชน์สูงสุดที่ได้รับก็คือ “ทำความเข้าใจร่างกายของตนเอง” แต่ทว่าเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนั้นจำเป็นจะต้องได้รับการออกแบบตั้งแต่ต้น ถึงแม้เราจะไม่รู้ว่าระหว่างทางจะเกิดปัญหาอะไรให้ได้เผชิญบ้าง ผมเองได้ออกแบบการเรียนปริญญาเอก (Designing My PhD!) บางส่วนของผมไว้ว่า ผมอยากจะเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเส้นทางการเรียนรู้และศึกษาวิจัยให้เกิดเป็นงานสื่อสารวิทยาศาสตร์เพื่อสาธารณะ (science public engagement) ซึ่งจะเป็นรากฐานงานที่ผมอยากจะทำเมื่อกลับไปทำงานประจำที่ประเทศไทย

นอกเหนือจากผลผลิตงานวิจัยที่เกิดเป็นข้อมูลมากมายเพื่อใช้ในการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการแล้ว ผมก็ชอบการถ่ายภาพวิทยาศาสตร์ที่เกิดจากการทดลองของผม ซึ่งประชาชนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยมีโอาสได้เ็ห็นบ่อยนัก อีกทั้งสถานศึกษาและพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยเองก็ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก โดยภาพข้างล่างนี้เป็นชื่อผลงาน คือ Chase on Mars เป็นภาพแผ่นสมองที่ปลูกถ่ายด้วยเซลล์ต้นกำเนิดจากน้ำคร่ำ (สีเขียว) ซึ่งผมส่งเข้าประกวดในระดับมหาวิทยาลัย ในงานที่ชื่อว่า Research Images As Art (กดที่นี่) ทั้งนี้ยังมีอีกสองผลงานคือ Fireworks  และ Flying Wolf ซึ่งได้ถูกนำไปใช้เป็นภาพปกนิตยสารของมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ผมเชื่อว่าช่วงเวลาการเรียน 3-4 ปีนั้น นอกจากการเรียนเพียงอย่างเดียว ผมน่าจะทำอะไรได้อีกเยอะในขณะที่ผมเรียนปริญญาเอก ผมทำงานที่นอกเหนือจากงานวิจัยหลายอย่าง เพราะว่า “ผมอยากทำ” และผมคิดว่าถ้าผมไม่เริ่มทำก็ไม่รู้ว่าจะได้ทำตอนไหน ผมไม่อยากรอเวลาจนเรียนจบแล้วถึงไปเริ่มทำเรื่องต่างๆ เหล่านี้ที่เมืองไทย เพราะมันอาจจะสายเกินไปและไม่ทันท่วงที ผมถือคติอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าทรัพยากรรอบกายพร้อม เพื่อนร่วมงานพร้อม และโอกาสมาเมื่อไหร่แสดงว่าเป็นโชคของผมแล้วที่จะได้ทำ เพราะผมได้เตรียมความพร้อมของตัวเองไว้อยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้ว

ตัวอย่าง อาทิเช่น

ผมโชคดีที่ได้รู้จักเครือข่ายเพื่อนๆ ทั้งที่อยู่ที่ต่างประเทศแบบ off-line และเพื่อนๆ แบบ On-line โดยเฉพาะเครือข่ายในเฟสบุ๊ก งานหลายอย่างที่ผมทำ ผมต้องขอบคุณเฟสบุ๊กซึ่งเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพ หลายคนที่ผมได้ร่วมงานด้วยผมก็ไม่เคยได้เจอตัวจริงมาก่อน เราคุยกันผ่านเฟสบุ๊กจนงานเกิดเป็นรูปเป็นร่างอย่างน่ามหัศจรรย์ ผมจึงเชื่อว่าด้วยกุศลจิตเป็นพื้นฐาน เราสามารถใช้เครือข่ายสังคมเพื่อทำงานร่วมกันและเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้เช่นกัน

ซึ่งจะว่าไปแล้วการเรียนปริญญาเอกอาจดูจะง่ายกว่าปริญญาตรีในเชิงการบริหารจัดการ กล่าวคือหลักสูตรปริญญาตรีผมต้องถูกบังคับให้เข้าเรียนตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงสี่โมงเย็น ข้าวเที่ยวก็ไม่ได้ทานในบางวัน และหลายวิชาผมก็ไม่ได้ชอบ รู้สึกไม่สนุกกับการเรียนและต้องอ่านพาวเวอร์พอยท์ของอาจารย์ ซึ่งหลายคนคงทราบว่าผมไม่ชอบจดคำบรรยายในชีทพาวเวอร์พอยท์ ผมชอบอ่านตำรา textbook มากกว่า เพราะทำให้เราได้ทราบเนื้อหาวิชาเป็นเรื่องเป็นราว

เมื่อถึงเวลาที่ใกล้จะจบ นักศึกษาปริญญาเอกที่อังกฤษต้องทำรายงานเล่มใหญ่ที่เรียกว่า ดุษฏีนิพนธ์ (PhD thesis) ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีรูปแบบและข้อกำหนดที่แตกต่างกันออกไป (อ่านรายละเอียด ที่นี่ผมใช้เวลาในการเขียนไม่นานนัก ไม่น่าจะเกิน 3 เดือน เพราะผมมีเนื้อหาบางส่วนจากที่เขียนเอาไว้ในรายงานตอนปีแรกของการเรียน และที่เขียนไว้ในต้นฉบับเพื่อการตีพิมพ์ในวารสารวิจัย ดุษฏีนิพนธ์ของผมชื่อเรื่องว่า somatic stem cells: properties and potential for regenerative medicine ชื่อมันค่อนข้างกว้างมากเนื่องจากผมเขียนเพียง 3 บทใหญ่ๆ เท่านั้น

  • บทที่ 1 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดจากน้ำคร่ำ (amniotic fluid stem cells) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในหัวข้อ Amniotic Fluid Stem Cells Increase Embryo Survival Following Injury
  • บทที่ 2 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน (adipose stem cells)
  • บทที่ 3 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดและระบบประสาทในคลอรอยด์ เพล็กซัส (choroid plexus) โดยผมได้นำเสนอผลงานที่งานประชุมประสาทวิทยาศาสตร์ระดับโลก (World congress of neuroscience) ที่ประเทศอิตาลี เรื่อง Neurogenesis and nerves in the choroid plexus

นอกเหนือจากการเขียนงานวิจัยแล้ว ผมก็ได้หัดการวาดภาพการ์ตูน/เซลล์อย่างง่ายๆ โดยใช้โปรแกรม PowerPoint 2010 เพื่อผลิตภาพประกอบธีซีสของผม ภาพด้านล่างนี้เป็นการอธิบายสหวิชาต่างๆ ที่นำไปสู่ความเข้าใจเซลล์ต้นกำเนิดและเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม และผลิตภัณฑ์ยาในรูปแบบใหม่คือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) ประกอบด้วย 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนี้

1. การรักษาโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดและเซลล์ที่ได้จากเซลล์ต้นกำเนิด (  somatic cell therapy products)

2. การบำบัดด้วยยีน (gene therapy medicinal products)

3. เนื้อเยื่อที่ผ่านการดัดแปลง (tissue engineered products)

แต่เนื่องจากผลการทดลองของผมเป็นรูปภาพซะส่วนใหญ่เลยทำให้เล่มนี้หนาประมาณ 300 หน้า ทั้งนี้ได้พยายามตัดเนื้อหาบางส่วนออกไปจำนวนมากแล้วเพราะบางประเด็นมันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวแนวคิดหลัก (theme) ที่เราต้องการจะนำเสนอและอาจจะทำให้คนอ่านไขว้เขว อาจารย์ที่ปรึกษาเลยแนะนำให้ตัดออกเพื่อให้มีเนื้อหาที่ไหลลื่นมากขึ้น

หลังจากส่งเล่มดุษฏีนิพนธ์เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็ต้องรอสอบในอีกสามเดือนต่อมาในวันที่ 13 ธันวาคม เนื่องจากกรรมการสอบบางท่านต้องไปปฏิบัติภาระกิจที่ต่างประเทศและมีตารางเวลาที่ไม่ตรงกัน ช่วงที่รอก็ทำให้ผมได้ทำกิจกรรมนอกเวลาหลายอย่าง และเขียนงานทางวิชาการกับ Dr Patrizia Ferretti (อาจารย์ที่ปรึกษา ) รวมทั้งทำงานอดิเรกที่ผมอยากจะทำไปพร้อมๆ กัน

สำหรับการเตรียมตัวสอบปากเปล่านั้น ก็ได้ถามอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่หลายหนว่าควรจะเตรียมตัวอย่างไรดี เขาก็แนะนำให้อ่านเนื้อหาที่เขียนและอธิบายการทดลองที่ได้ทำไปให้ชัดเจน ซึ่งมันก็เหมือนตอบแบบกำปั้นทุบดิน เขายังบอกว่าไม่ค่อยเป็นห่วงหากกรรมการสอบเขาตั้งคำถามเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปที่อยู่นอกธีซีส เพราะผมค่อนข้างติดตามข่าวสารงานวิจัยอยู่ตลอดแล้ว

หลังจากที่ผมกลับมาอ่านสิ่งที่ตัวเองได้เขียนไป เตรียมการพูดอธิบายวัตถุประสงค์การศึกษา ข้อโดดเด่นและข้อจำกัดในการศึกษานี้ รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ก็เตรียมใจอยู่แล้วว่าต้องแก้ไข เพราะบางครั้งก็ไม่ค่อยเข้าใจมากนักว่าเหตุผลที่ตัวเองเขียนอธิบายการทดลองในแบบนั้นเพราะอะไร บางส่วนก็ไม่ได้ระบุให้ชัดเจน ก็พยายามเตรียมคำตอบประเด็นเหล่านั้นเพราะคิดว่ากรรมการก็คงสงสัยเหมือนกัน คืนก่อนสอบเป็นคืนที่แย่มากเพราะกลับจากมหาวิทยาลัยประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ หอบแฟ้มธีซีสกลับไปอ่านที่บ้าน ฝนก็ตกหนักมาก แฟ้มก็เปียก ทั้งหิวข้าวตอนดึก ตอนนั้นใจหวิวๆ เหมือนเป็นลางบอกว่าวันสอบจะต้องลำบากกว่านี้ 555+

พอถึงวันสอบ ตอนเช้าก็ได้อ่านทบทวนเล็กน้อย แต่ก็อ่านไม่ค่อยได้เยอะเพราะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว กินข้าวก็ไม่ลง พอถึงเวลาที่เข้าห้องสอบ กรรมการก็ถามว่าบทใดที่ชอบมากที่สุด ส่วนใดที่เป็นข้อจำกัดของการศึกษา แต่แปลกใจที่กรรมการถามความรู้รอบตัวค่อนข้างมาก เช่น

  • การทำงานของ transcription factor เช่น Oct4, Nanog, Sox2 และอื่นๆ ซึ่งผมไม่ได้ศึกษาโดยตรง แต่ผมศึกษาการสร้างเซลล์ต้นกำเนิดจากการเหนี่ยวนำ (induced pluripotent stem cells) จากเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน
  • การพัฒนาไปเป็นเซลล์ประสาทโดยใช้สารเคมี
  • ความรู้สึกต่องานวิจัยของเราว่าจะไปช่วยพัฒนาต่อเติมอะไรได้บ้าง สำหรับวงการวิจัยเซลล์ต้นกำเนิดในระดับสากล
  • ทำไมถึงเลือกวิธีการทดลองแบบ ก. ไม่ใช้วิธีแบบ ข. เป็นต้น
  • วิเคราะห์ และวิจารณ์งานวิจัยของผู้อื่นที่เราใช้เป็นเอกสารอ้างอิง
  • บางครั้งกรรมการอาจจะไม่คุ้นเคยกับแนวคิดงานวิจัยของเรา ซึ่งตัวเราเองอาจจะรู้สึกว่ามันดูพื้นฐานและเขาน่าจะรู้ แต่เมื่อเขาถามแล้วเราก็จำเป็นต้องอธิบายแนวคิด เป็นขั้นเป็นตอนให้เชื่อมโยงกัน และชี้ให้เป็นว่าการทดลองที่เราทำนั้นมันจะตอบคำถามและนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างในอนาคต ซึ่งแท้จริงเขาอาจจะแกล้งถามหรือไม่ทราบจริงๆ ก็เป็นได้

หลังจากเริ่มสอบประมาณบ่างสองโมง กรรมการก็ถามอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีการพัก กรรมการท่านนึงจดบันทึกหัวข้อคำถามเป็นข้อๆ ในสมุดของท่าน แล้วท่านก็ไล่ถามตามลำดับซึ่งไม่ได้เรียงตามหน้า กรรมการอีกท่านก็จดคำถามใส่ในกระดาษ post-it แปะในตัวธีซีส พอถามเสร็จก็ดึงออกที่ละข้อ ซึ่งทั้งสองคนไม่ได้ถามตามลำดับหน้า กล่าวคือ เขาเริ่มถามจากหน้าสรุปของบทสุดท้าย แล้วก็ย้อนกับไปบทแรกๆ พอนึกได้หรือมีข้อสงสัยที่เชื่อมต่อกับคำถามก่อนหน้า เขาก็โยงไปอีกบทใหม่ ซึ่งเราจะไม่มีเวลาได้เปิดอ่านธีซีสของเราเลย ต้องเตรียมพูดตอบคำถามอย่างฉับพลัน จนกระทั่งทุกคนเริ่มพอใจกับการตอบคำถาม หมดคำถามในสมุดบันทึกแล้ว กระดาษ post-it ก็ถูกนำออกไปจากธีซีสหมดแล้ว

หลังจากนั้นกรรมการก็บอกว่าพอใจกับการถามคำถามจนหมดสิ้นแล้ว และเวลาประมาณ 16.30 น. เขาก็เชิญผมออกนอกห้องก่อนเพื่อจะเรียกตัวกลับมาฟังผลการสอบอีกครั้ง ผมยืนรออยู่นอกห้องประมาณ 10 นาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นมากๆ เพราะเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา และเมื่อกรรมการเรียกตัวกลับเข้าห้องสอบอีกครั้ง เขาก็แสดงความยินดี “Congratulations…” ตามด้วยคำพูดที่แสดงถึงความพอใจกับการตอบคำถามและให้เราจบปริญญาเอก แต่ที่แปลกใจและคาดไม่ถึงคือ เขาไม่ต้องการให้แก้ไขธีซีสเพิ่มเติม! ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก เพราะตอนที่สอบผมก็จดคำแนะนำทุกอย่างแต่ข้อสเนอแนะไว้หมด เพราะคิดว่าต้องแก้ไขตามที่กรรมการได้แนะนำเอาไว้ แต่ในเมื่อกรรมการเขาไม่ต้องการให้แก้ไขเพิ่มเติมเราจะไปเรียกร้องอยากจะแก้ไขทำไมหนอ… เป็นอันจบพิธีการสอบปากเปล่า (PhD VIVA) อย่างสมบูรณ์ครับ

หลังจากสอบเสร็จแล้วก็มีการพูดคุยแสดงความยินดีจากทั้งกรรมการสอบ รวมทั้งอาจารย์และสมาชิกของภาควิชาที่ผมเรียนอยู่ และกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมงานที่มีส่วนผลักดันให้ผมสำเร็จการศึกษา ในภาพนี้ผมยืนอยู่กลาง โดยมีกรรมการสอบภายใน (Internal Examiner) ของยูซีแอล คือ  Professor Jeremy Brockes (ซ้าย)  และกรรมการจากภายนอก (External Examiner) คือ Professor Peter Andrews (ขวา)

บันทึกนี้เขียนขึ้นมาเพื่ออยากจะให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ชีวิตการเรียนของผมที่ไม่จำเป็นต้องขลุกอยู่กับตำราตลอดเวลา แต่ไม่ใช่การละทิ้งโดยไม่อ่านหนังสือหรืองานวิจัยให้ทันโลกนะครับ สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวสอบก็ขอให้โชคดีและหวังว่าบันทึกนี้จะเป็นประโยชน์กับท่าน และหากท่านผู้อ่านท่านใดที่กำลังเริ่มเรียนปริญญาเอกก็ขอให้เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ สักวันจะถึงเวลาที่เราจะได้แสดงฝีมือครับ…โชคดีกันถ้วนหน้าครับ

“ขยัน…คือ…คำตอบ”

หมวดหมู่
สาระแห่งชีวิต

ความทรงจำของวีระพงษ์ ตอนที่ 1

 

วันนี้ได้ชมมิวสิควิดิโอของ มนต์แคน แก่นคูณ เนื้อหาในหลายๆ เพลงได้กระตุ้นภาพความทรงจำในวัยเด็กของผมได้เป็นอย่างดี

 

สมัยเป็นเด็กที่บ้านทำนา ถึงฤดูเกี่ยวข้าว ได้ "ฟ่อนข้าว" แล้วก็ต้องมาตีข้าวให้ได้เม็ดข้าวเปลือกไปขาย กิจกรรมการตีข้าวจึงเกิดขึ้นในสถานที่ที่เรียกว่า "ลานตีข้าว หรือ ลานนวดข้าว" ซึ่งสมัยก่อนต้องทาพื้นผิวด้วยมูลวัวหรือควายที่เปียกแล้วปล่อยให้มันแห้ง มูลสัตว์จะช่วยปกป้องความชื้นจากดินและเชื้อโรคพวกแบคทีเรียและรา ช่วยปรับความแข็งของผิวหน้าดิน ไ ม่ให้เม็ดข้าวติดปนไปกับดิน ทำให้เก็บรวบรวมเม็ดข้าวได้ง่าย ต่อมาจึงมีการใช้ตาข่ายสีฟ้าเพื่อรองเม็ดข้าว ชาวนาต้องไปนอนที่นาเพื่อตีข้าวทั้งกลางวันและกลางงคืนให้เสร็จอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ข้าวมีคุณภาพได้ราคางาม ผมก็เลยนึกถึงตอนที่ไปนอนที่ทุ่งนาตอนกลางคืน ไปตีข้าวที่ลานข้าว ท่ามกลางแสงจันทร์ เหมือนในมิวสิคเพลงลูกทุ่งไม่มีผิด

 

เพลงเตะน้ำหยอกปลา ทำให้นึกถึงภาพตอนไปนั่งบนเพิงริมน้ำแล้วหย่อนเท้าเตะน้ำเล่น แต่ใจจริงคือไปตกเบ็ดเพื่อหาปลานิลที่คลองแถวบ้าน แต่มันไม่มีปลามาติดกินเบ็ดก็เลยนั่งเอาขาแช่น้ำเล่นไปเรื่อย

 

ถาดพาข้าว เป็นภาชนะที่ทำให้ผมนึกถึงปู่ย่าขึ้นมาอย่างจับใจ ตู้กับข้าวไม้ที่ขาตั้งไม่ตรงกันทำให้เย้ไปเย้มามีถาดพาข้าวเก่าๆ ลายต้นไม้สีเขียวๆ ในถาดพาข้าวก็จะมีน้ำพริกปลาร้า มีกับข้าวที่เหลือจากมื้อก่อนๆ (ทำกับข้าวครั้งหนึ่งก็ทานไปได้หลายมื้อ) มีผักใบเขียว และโชคดีก็จะมีพวกขนมที่เรียกว่า เศษหลวงพ่อ คือเป็นขนมหวานที่ย่าเอามาจากวัดที่มีคนถวายให้หลวงพ่อ ท่านฉันไม่หมดก็เอามาให้ญาติโยมเอาไปทานที่บ้าน

 

โครงกระดูกไก่ราคา 3 บาท (ร้องไห้) ที่ปู่เดินไปซื้อที่ตลาดสดเอามาปรุงแบบชาวบ้าน เติมตะไคร้ ใบมะกรูด สับกระดูกให้เป็นชิ้นพอคำ เมนูนี้ทำให้ผมซึ้งมาก ปู่ก็ได้กินผมก็ได้กิน แต่จุดประสงค์จริงๆ ก็คือ ทำกับข้าวให้ ไอ้ตูบ ที่เป็นหมาแสนรู้ของปู่ มันชอบกินมากแต่ผมก็จะแย่งมันกินเป็นประจำ เอาต้มกระดูกไก่ร้อนๆ ราดข้าวสวยสักจาน ตอนนั้นก็เป็นจานเยี่ยมของผมแล้ว

 

ตอนเช้าๆ ย่าจะต้องนึ่งข้าวเหนียวแล้วมา ส่ายข้าว คือการถ่ายข้าวเหนียวที่สุกแล้วจากหวดข้าวเอามาผัดบนแผ่นไม้หนาๆ ที่เรียกว่า  โบม แล้วก็เอาน้ำมาพรมข้าวเหนียวเป็นระยะๆ ใช้ ไม่ค่อนด้าม หรือ ไม้ส่ายข้าว พลิกข้าวกลับไปมาเพื่อให้ไอน้ำจากข้าวเหนียวระเหยไปในอากาศ ลดอุณหภูมิไปในตัว ถ้าไม่ผัดข้าวให้ไอมันระเหยออกก่อนเวลาเอาข้าวเหนียวไปใส่ในกระติบไอน้ำก็จะควบแน่นเป็นโมเลกุลน้ำข้าวเหนียวก็จะแฉะ ไม่เหนียวปั้นไม่เป็น ปั้นข้าวเหนียว นอกจากนี้โมเลกุลน้ำอาจเร่งปฏิกิริยาทำให้ข้าวบูดง่ายด้วยกระมัง ผมก็ต้องมานั่งรอตอนที่ข้าวร้อนๆ เพื่อจะได้กินข้าวเหนียวร้อนๆ แต่ทั้งนี้ต้องรอหลังจากย่าแบ่งส่วนหนึ่งไว้ให้ปู่ใส่บาตรก่อน มิฉะนั้นจะได้บาปเอา จากนั้นผมก็เอาเกลือมาโรยปั้นข้าวเหนียวกินเป็นอาหารเช้า แต่อีกเมนูที่เด็ดก็คือ น้ำปลาร้าจากกระปุกแล้วบีบน้ำมะนาวลงไปนิด เอาปั้นข้าวเหนียว จ้ำ ลงไปในสารละลายดังกล่าวข้างต้น รสชาติแซ่บอย่าบอกใคร นี่ก็เป็นอีกเช้าที่รอดตายก่อนจะเดินไปเรียนหนังสือเมื่อครั้งเป็นเด็กน้อย

 

เพลงคำสัญญาของหนุ่มบ้านนอกของ ไผ่ พงศธร ท่อนนี้ อาศัยข้าวแกง กินข้าวแลงในห้องน้อยๆ ตรงกับชีวิตผมช่วงที่มาพักที่เอสดีคอรท์ แถวกิ่งเพชร ซึ่งตอนนั้นกำลังเรียนปริญญาตรีที่คณะเภสัช จุฬาฯ คือสภาพห้องก็ไม่ถือว่าแคบดอก เพียงแต่เป็นห้องว่างเปล่า บนตึกเก่าๆ เพื่อนบ้านร่วมตึกก็จะเป็นพี่น้องคนอีสานที่มาตามล่าหาความฝัน บ้างก็เป็นพ่อค้าแม่ขาย ขายพวกอาหาร ขายน้ำหวาน ขับแท็กซี่ บ้างก็เป็นแม่บ้านให้สามีเลี้ยง ตกตอนเย็นมาพวกเขาก็สังสรรค์รวมตัวกันทานข้าวเย็นกัน พร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาราโอเกะ เพียงแค่นี้ก็สววรค์สำหรับเขาแล้ว แต่น่าเสียดายที่พวกเขาก็มีรายได้ไม่ได้มากนักแต่ก็เสียเงินกับพวกนี้โดยใช่เหตุบ้างก็ต้องกู้หนี้ยืมสิน

 

ต้องรำลึกความทรงจำครั้งเป็นเด็กน้อยไปเรื่อยๆ ช่วงนี้กำลังเก็บข้อมูลตัวเอง !

หมวดหมู่
สาระแห่งชีวิต

วันแม่ของผม

ผมเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวกับแม่บ่อยมาก แต่ผมรักพ่อเหมือนกันนะครับ เพื่อนหมอคนจีนถามว่าทำไมคุณพูดถึงแต่แม่ไม่เห็นพูดถึงพ่อบ้างเลย  อาจเป็นเพราะตอนสมัยที่ผมเป็นเด็กมีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้ผมใกล้ชิดกับแม่เป็นพิเศษ คุณสมบัติพิเศษของแม่ผมที่ผมจำได้แม่น คือ
 
  • สมัยเป็นสาวแม่สวย ยายก็เป็นนักขับสารภัญญะ ร้องหมอลำ ชื่อแม่ไม่ค่อยเพราะนะ นางหนูลอง มีแต่คนชอบถามผมเพราะมันชื่อชาวบ้านมาก แต่ผมชอบนะ จะได้มีแม่ชื่อเท่ๆ แบบโลโซๆ
  • แม่เรียนจบ ป. 4 เองไม่ได้รู้วิชาการมากมาย ระหว่างที่เราเดินกลับจากขายผักที่ตลาดไปบ้าน ผมก็มักจะสอนหนังสือแม่แต่จำไม่ได้แล้วว่าสอนอะไรไป แต่แม่ใช้ทักษะการบวกลบเพื่อคิดเงินกับลูกค้าก็เพียงพอ แม่เลยอยากให้ลูกเรียนสูงๆ จะได้ไม่ลำบากเหมือนชีวิตแม่ แต่เวลาที่ผมอ่านหนังสือใต้ทุนบ้านตอนดึกๆ คนเดียวแม่ก็จะมาบอกให้เลิกอ่านได้แล้ว กลัวลูกจะเป็นบ้า ไล่ให้ไปเที่ยวบ้าง ไปดูงานวัดบ้าง
  • แม่เป็นคนที่ประหยัดมาก ไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็น เสื้อผ้าก็ใส่ตัวเก่าๆ จะซื้อเสื้อใหม่ก็ไปหาซื้อตามตลาดนัดแบบราคาถูก ไปซื้อของตามตลาดก็ต้องต่อราคาแทบทุกครั้ง ชุดนักเรียนสมัยก่อนก็ต้องประหยัด ผมอยากได้มาก ชุดนักเรียนตราสมอ มันเท่มาก ปีไหนได้ใส่ตราสมอแล้วมันดูภูมฐานมาก แต่โดยทั่วไปก็ประหยัดโดยไปขอชุดนักเรียนเก่าของลูกชายคนที่รู้จัก ผมจำได้แม่นเลย ชุดนักเรียนเป็นของพี่เอกลูกชายร้านอาหารทัศน์ธรพร มันดูดีมากสำหรับผมตอนนั้น   ตอนที่เรียนอยู่จุฬาฯ จะซื้อของไปฝากแม่ก็บอกว่าไม่ต้องซื้อ เก็บเงินไว้ดีกว่า ผมอยากให้แม่ได้แต่งตัวสวยๆ ใส่เสื้องามๆ แต่ก็นั่นแหล่ะ แม่บอกไม่ต้องซื้อมานะ 
  • แม่ทรหดอดทนมาก ไม่ว่าจะปลูกผักกลางแดด ดำนา เกี่ยวข้าว ทำทุกอย่างแบบผู้ชายได้หมด
  • แม่หาเงินเก่ง ค้าขาย แต่ก่อนขายผักที่ตลาดสด แม่จัดร้านได้สวยมาก ขายดีมาก ผมได้นับเงินทุกวัน ชอบๆ สมัยก่อนแม่ค้าก็จะเก็บเงินใส่ตะกร้าพลาสติกไว้ ตกตอนเย็นก็นั่งนับเงินแบงค์เงินเหรียญ ข้าวของที่บ้าน เงินฝากธนาคาร ก็ได้มาจากการขายผักทั้งนั้น เงินร้อยตอนนั้นถือว่าเยอะมาก ขายผักกำละบาท ขายสิบกำจึงจะได้กำไรห้าบาท แต่แม่ก็ขายมาจนส่งลูกเรียนได้ ตอนนี้ก็ยังขยันปลูกผักขายอยู่ ได้เงินวันละไม่ถึงร้อยก็ยังอยากทำเพราะเขาคงชินกับงานพวกนี้ ผมไม่ห้ามหรอก แต่ทำตามกำลัง เพราะการปลูกผักก็เป็นการออกกำลังกาย ได้บริหารสมอง ป้องกันโรคภัยได้อีกทาง
  • แม่จะไม่ค่อยบอกให้ผมรู้ถึงปัญหา ไม่สบายก็จะไม่บอก ไม่ว่าใครเป็นอะไรก็ตาม แม่จะไม่ค่อยบอกผม กลัวว่าผมจะเรียนได้ไม่ดี กลัวกังวลเป็นห่วง แต่บางครั้งก็ทำให้ผมเสียใจนะ ทั้งปู่ย่าตายาย ผมแทบไม่ได้ตอบแทนบุญคุณอะไรเลย ปู่ย่าป่วยผมก็ไม่ค่อยรู้ข่าว รู้อีกที่ก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ทั้งๆ ที่ผมก็พอจะรู้จักคนเยอะพอสมควร แต่ก็นั่นแหละ เพราะว่าแม่หวังดี
  • แม่อยู่แบบง่ายๆ ใช้ชีวิตเรียบง่าย อยู่บ้านแบบสบายๆ เฟอร์นิเจอร์ไม่ต้องมีมาก กินข้าวก็กินพอให้อยู่รอด ทำกับข้าวที่ก็ทำให้ได้กินหลายๆ มื้อ แต่ก่อนทำกับข้าวตอนเย็น กินข้าวเย็นเสร็จ กับข้าวที่เหลือก็จะใส่ปิ่นโตให้เป็นอาหารของแม่ในวันรุ่งขึ้น เพราะต้องตื่นไปขายผักที่ตลาดสดตั้งแต่ตีสี่ตีห้า เวลาที่จะทำกับข้าวก็คงไม่มีอยู่แล้ว บางครั้งผมต้องทำกับข้าวไปส่ง วันไหนผมขี้เกียจทำให้ไปส่งข้าวแม่สายก็จะโดนดุ เพราะว่าแม่หิวมากๆ สมัยที่ผมอยู่จุฬาฯ เลยแทบไม่ค่อยไปกินอาหารที่แพงๆ ตามห้างหรอก เพราะถ้าคิดถึงแม่แล้วมันจะร้องไห้ เงินไปซื้อหมูสิบบาทสมัยก่อนมันเลี้ยงได้ทั้งครอบครัวนะ แต่อาหารญี่ปุ่นแค่ข้าวปั้นก้อนนึงมันก็หลายตังค์มาก บางครั้งผมก็ติดนิสัยหน้าใหญ่ไฮโซกินของแพง พอทำงานได้เงินก็เลยอยากพาพ่อกับแม่ไปกินอาหารตามห้างบ้าง เพราะชีวิตผมมันก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นพอสมควรแล้ว
  • แม่ไม่ค่อยได้เที่ยว ทำแต่งาน เวียนหัวตลอดเวลานั่งรถ อยากพาไปเที่ยวที่สวยๆ งามๆ ก็ไม่ค่อยได้ไป กลัวแพง กลัวเสียเวลาหาเงิน สักวันจะต้องพามาเที่ยวประเทศอังกฤษให้ได้
  • แม่เชื่อฟังผมนะ เวลาบอกอะไรแม่ หลังๆ แม่ก็ทำตาม ผมห่วงสุขภาพแม่ อยากให้กินวิตามิน อยากให้ออกกำลังกาย แนะนำให้ทำอะไรก็ทำตามแล้วตอนนี้
  • แม่ผมจะเห่อลูกชายคนนี้ ผมก็ชอบควงแม่นะ ควงแม่ไปเดินจ่ายตลาดแถวบ้านให้คนอิจฉา 555 ตอนมา กทม ก็พาไปเดินห้าง พาไปขึ้นรถไฟฟ้า มุดลงใต้ดิน เพราะบ้านนอกมันไม่มีรถแบบนี้ไง
  • และยังมีคุณสมบัติอีกหลายที่ไม่มีใครเหมือนแม่ของผม

ทางไกลกราบแม่

กราบเท้าแม่มา ผ่านเสียงโทรจากทางไกล

ด้วยรักจากใจลูกชายที่ลาห่างหายจากชายคาเรือน

ป่านนี้ลมหนาวคงพัดลอดเข้าฝาเฮือน

อากาศเริ่มเย็นมาเยือน ใจห่วงแม่เตือนให้โทรถึงท่าน

ลูกเด้ออีแม่บ้านเฮาเริ่มหนาวแล้วไป่

อย่าลืมห่มผ้าหลายๆ เป็นหวัดเป็นไอมันไกลโรงบาล

ลูกสบายดี ยังไปเฮ็ดงานทุกวัน เจ้านายชมว่าขยัน

เดี๋ยวคงเลื่อนขั้นขึ้นเป็นหัวหน้า

 

ลูกมีมื่อนี้หย่อนแม่ลูบหัวสั่งสอน

คำเว้าที่เคยให้พรก่อนหลับตานอนกราบหมอนทวนค่า

ลูกอยู่เมืองไกลได้แต่ฝากใจที่ห่วงใยมา

เพื่อแม่ที่คอยอยู่นาลูกจะตั้งตาทำงานสู้ทน    

 

กราบเท้าแม่มา ด้วยใจลูกนี้อีกครั้ง

เห็นเคยจ่มว่าปวดหลัง อย่าไง่อย่าถาง ให้ลูกกังวล

ขาดเหลืออันใดให้น้องชายโทรหาสักหน

เฒ่าแล้วเซาขุดเซาก่น

ลูกอยู่ทั้งคนขอเลี้ยงแม่เอง

"ที่ฉันมีเลือดนักสู้ เพราะฉันเคยอยู่ในท้องชาวนา & กล้าบอกใครๆ ไม่เก้อเขิน มาจากทางเดินเด็กท้องทุ่งนา"

ผมรักแม่ครับ

หมวดหมู่
สาระแห่งชีวิต

ถ้อยคำสั้นๆ

‘concentrate, or lose precious time’

วันนี้ไปที่ King’s College London มา บังเอิญไปเจอกระดาษแปะที่โต๊ะทำงานของใครสักคน

อ่านแล้วได้เตือนสติตัวเองว่าต้องเทใจให้กับสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งทำให้สำเร็จ

มิฉะนั้นตัวเราอาจจะเสียเวลาอันมีค่ายิ่งโดยไม่มีข้อแก้ตัว

ขยัน คือ คำตอบ

หมวดหมู่
สาระแห่งชีวิต

นึกถึงอาจารย์

ตอนนี้กำลังทำแล๊ปแบบเมามัน กินข้าวเช้าก็ห้าโมงเย็น ทำไปได้วีระพงษ์ คือว่าทำแล้วมันหยุดไม่ได้ไงต้องทำไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆๆ ไม่งั้นน้องเซลล์เพาะเลี้ยงจะน้อยใจเอา แต่พูดถึงแล้วเรียน ป.โทที่อิมพีเรียลก็ไม่หนักนะ เรียน ป.ตรีที่เภสัชจุฬาฯ ยากกว่าหลายเท่า ยิ่งตอนทำปริญญานิพนธ์ยิ่งเหนื่อยนัก เลยคิดถึงอาจารย์
 
อาจารย์ด่องกับอาจารย์ไก่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่สอนแบบผู้ใหญ่ ทำให้ตอนนี้เราไม่เหนื่อยมาก เพราะคุ้นกับการทำแล๊ป อ่านเปเปอร์ อดข้าวอดน้ำ ล้างขวดแก้วทั้งคืน นอนดึก ตื่นเช้า อึดเข้าไว้เป็นดี ที่สำคัญอาจารย์ทำให้เราได้สมัครทุนรัฐบาลนี้ ต่อหน้าเราก็ดุด่าเป็นครูไหวใจร้าย แต่อยู่กับคนอื่นก็ชมเราดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ ขำดี อาจารย์สอนหลายอย่างมาก
 
อาจารย์ด่อง
 
  • ทำไมเธอไม่รู้ ทำไม…. ทำไม…."อาจารย์ครับแล้วผมจะรู้มากกว่าอาจารย์ได้อย่างไร" คำตอบ "วีระพงษ์ขาเธอต้องเก่งกว่าอาจารย์นะ ถ้าอาจารย์เก่งกว่านักเรียนแล้วประเทศไทยจะพัฒนาได้อย่างไร"
  • ในหลวงท่านทรงเหนื่อยมาก รีบกลับมาทำงานช่วยเหลือประเทศ จะได้แบ่งเบาภาระ
  • วันก่อนหน้านั้น "วีระพงษ์ ถ้าพี่รู้ว่าเธอต้องการเงิน ครอบครัวฐานะไม่ดี พี่คงจะไม่รับเธอมาเป็นอาจารย์หรอก เดี๋ยวก็ไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทยา ต่อไปพี่จะรับเฉพาะคนที่ฐานะครอบครัวพร้อม จะได้ทำงานเต็มที่" วีระพงษ์ได้ฟังตอนนั้นแล้วแทบจะร้องไห้เลยตอบกลับไปว่า "อาจารย์ครับ ถ้าอาจารย์คิดแบบนี้แล้วเด็กบ้านนอกอย่างผมเมื่อไหร่จะได้ทำงานดีๆ ลืมตาอ้าปากบ้าง" วันต่อๆ มา "นี่นะ วันก่อนพี่ไปประชุม เลยคุยกับท่านอธิการบดีมา พี่เลยคุยเรื่องของเธอว่าอยากให้จุฬาฯ สนับสนุนคนบ้านนอกอย่างเธอได้เป็นอาจารย์บ้าง" งง มากมาย สรุป ก็เป็นอย่างผมนี่ละ ไม่ต้องไปเปลี่ยนตัวเอง

อาจารย์ไก่

  • "อาจารย์ครับ ผมอยากเรียนจบเร็วๆๆๆๆๆ พ่อแม่สุขภาพไม่ดี ไม่อยากไปเรียนต่อต่างประเทศ" ตอบ "อาจารย์ก็เป็นห่วงพ่อแม่เหมือนกันนะคะ แต่ถ้าวีระพงษ์คิดกลัวว่าพ่อแม่จะเป็นอะไรไปก่อนแบบนี้ เราก็ไปไหนไม่ได้ ชีวิตเราก็ไม่เจริญก้าวหน้า เราต้องก้าวต่อไปข้างหน้านะ พ่อแม่ก็แก่เฒ่าเป็นเรื่องธรรมชาติ พ่อแม่อีกจะดีใจที่ได้เห็นความสำเร็จของเราในอนาคต"

ซึ้งไหม คิดถึงอาจารย์นะครับ

หมวดหมู่
สาระแห่งชีวิต

ดูเพลงของ ไผ่ พงศธร แล้วย้อนดูตัว

"ไผ่ พงศธร" เป็นชื่อนักร้องเพลงลูกทุ่งที่กำลังดังมาก สังกัด Grammy Gold ด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ หวานซึ้ง ลูกคอใช้ได้ แถมหน้าตาก็ใช้ได้ ไม่ดังให้มันรู้ไป ซีดี karaoke อันนี้ส่งมาจากพี่ป๋วยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิดำรงชัยธรรม เห็นว่าเราชอบร้องเพลงของไผ่ ก็เลยจัดการส่งมาให้ ถูกใจจริงๆ

ฝนรินในเมืองหลวง ฟังเพลงดูภาพประกอบแล้วคิดถึงสภาพคนอีสานมาทำงานหาเงินที่ กทม ตอนที่เรียนที่จุฬาฯ ผมเคยพักที่ เอส ดี คอร์ท มีพี่น้องคนอีสานพักที่นี่เยอะ อาชีพยอดฮิตคือ คือ รถเข็นขายน้ำ พวกชา กาแฟ รถเข็นขายไก่ย่าง ส้มตำ ตกเย็นก็รวมตัวกัน แกล้มเหล้า กินข้าว ร้องเพลงกัน ผมกลับจากเรียนจากทำงานก็เจอทุกวัน "หมอวันนี้กินเบียร์บ่อ" "จักหน่อยแหน่" น่ารักดี ยังคิดถึงชีวิตตอนนั้นเสมอเลย พี่ๆเหล่านั้นล้มลุกคลุกคลานเพื่อตามล่าหาความฝันในเมืองหลวง ใครฝันไว้มากก็ต้องใส่พลังอึดไปมากๆ ฟังทีไรก็ได้เติมพลังใจเพื่อสู้ต่อไปให้เรียนจบเร็วๆ เรียนหนังสือคงไม่ได่เหนื่อยเหมือนกับไปนั่งขายของข้างทางเหมือนพี่น้องเหล่านั้น แต่เดี๋ยวน่าจะมีเพลง "ฝนรินที่ลอนดอน" อ. สลา ช่วยแต่งให้ผมด้วยนะครับ

ธิดาร้านลาบ โอ้ยเพลงนี้ชอบมาก อารมณ์ประมาณไปนั่งกินอาหารอีสานข้างทางเด๊ะ ส้มตำ ต้มแซ่บ ตับหวาน ลาบ สาระพัด จำได้ว่าตอนปีห้าไปกินแถวตลาดสวนหลวง ไปกับเพื่อนเภสัชนั่นแหล่ะแต่คอลูกทุ่งเหมือนกัน ในร้านนั้นก็มีตู้คาราโอเกะให้หยอดเหรียญเพลงละ 5 บาท ชอบมากมาย ได้ใจมากเพลงนี้

สัญญาฮักปากทาง ชื่อเพลงอาจจะดูโรแมนติก คือ เป็นเรื่องราวของหนุ่มบ้านนอกที่กำลังจะเข้ากรุงไปทำงานหาเงิน เพื่อเก็บเป็นค่าสินสอด สาวเจ้าก็ต้องมาส่งที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเพื่อนั่งรถสองแถวเก่าๆ ไปขึ้นรถทัวร์ที่ บขส ที่อยู่ในตัวอำเภอ ผมนะคิดถึงตอนนั่งรถโดยสารสองแถวระหว่างอำเภอสุวรรณภูมิกับจังหวัดร้อยเอ็ด สมัยก่อนต้องเดินทางไปหาซื้อหนังสือมาอ่าน จำได้เลยชื่อร้าน "วังหนังสือ" ได้หนังสือพวก MAC The Book HiEd SeEd ดีใจมาก

หัวใจไม้ลำปอ เป็นเรื่องราวความรักไม่สมหวัง แต่ที่ผมนึกเรื่องราวตอนเป็นเด็กได้ก็เพราะ "ไม้ลำปอ" เป็นลำกลมๆ ยาวๆ สีออกขาวๆ ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ก่อไฟเวลาหน้าหนาวที่ลานข้าวกลางทุ่งนา แต่ประโยชน์อย่างหนึ่งคือ เวลาไปทุ่งนามันไม่มีห้องน้ำใช่ไหมครับ เวลาที่จำเป็นต้องทำธุระปวดหนัก ชาวนาก็ต้องไปหามุมดีๆ คันนาสูงๆ และลำปอก็จะเป็นอุปกรณ์ทำความสะอาดคู่กาย No need for toilet papers or water, all in one 555555555555555555555555555555

ยืมหน้ามาเข้าฝัน เพลงนี้น่ารักมาก หนุ่มขายเสื้อในตลาดสดตั้งร้านใกล้สาวเจ้าที่ทำงานในร้านแว่นตาท๊อปเจริญ สาวก็ชอบเสื้อตัวหนึ่งแต่เพื่อนที่มาด้วยก็ชวนไปดูอีกร้าน หนุ่มคนนี้ซึ่งแอบชอบอยู่ก็เลยเก็บเสื้อตัวนั้นไว้ ปักกระดุมเลื่อมสวยๆ ให้ใหม่ด้วย เอาไปแขวนเรียกให้สาวเจ้าสนใจ ลูกค้าคนอื่นถามซื้อก็ไม่ยอมขาย จินตนาการต่างๆ นานาว่าสาวคนนั้นได้สวมเสื้อตัวนั้น ดูดี สวย เป็นนางในดวงใจ ดึกแล้วต้องเก็บร้านเก็บเสื้อผ้าทุกตัวแล้วเหลือเสื้อตัวนั้นตัวเดียว สาวคนนั้นก็มาถามซื้อพอดี โอวพระเอกซึ้งรอคอยเวลานี้มานาน happy ending จบแล้วครับ

หมวดหมู่
สาระแห่งชีวิต

ทำทุกวินาทีให้มีคุณค่า

ช่วงนี้ทำแล็ปทุกวัน ตั้งแต่เช้าจดเย็น บางวันไม่ได้กินข้าวเช้า หิวข้าวมากแต่ก็ต้องทำให้จบ กว่าจะได้กลับบ้านกินข้าวก็เย็นแล้ว ไม่ได้ตั้งใจทรมานตัวเองนะ แต่รู้สึกว่าในเมื่ออาจารย์ทุกคนทุ่มเทให้ ให้โอกาสทำที่เราหาไม่ได้ เราต้องตั้งใจกระตือรือร้นเก็บความรู้ให้ได้มากที่สุด เรามีเวลาเล่นอีกเยอะแต่เวลาที่ต้องเรียนปริญญาเอกมีเพียงสามถึงสี่ปีซึ่งน้อยมาก ตอนนี้ต้องทำทุกวินาทีให้เกิดคุณค่ามากที่สุด วันนี้ได้อ่านเรื่องราวของ ภญ.ดร. กฤษณา ไพรสินธุ์ ท่านเคยมาเป็นวิทยากรในวิชา Trends in Phar R&D ซึ่งเราเคยเป็นพิธีกรสัมภาษณ์ท่าน วันนี้ก็ได้ปลื้มและเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำสิ่งที่ตัวเองรักและเป็นประโยชน์เพื่อคนทั้งโลก ใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างไม่ประมาทเสมือนเรากำลังมีเวลาเหลือน้อยลงเรื่อยๆ พรุ่งนี้อาจจะไม่ได้อยู่ได้ทำความดีอีกแล้วก็ได้ ดังนั้นใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ซึ่งก็ตรงกับคำพูดของน้องชายที่ชื่อ อู๋ ที่บอกว่า ชีวิตที่ทำประโยชน์เพื่อคนอื่นเป็นชีวิตที่มีคุณค่าโดยแท้
 
คอมพิวเตอร์ติดไวรัสเพิ่งกลับมาใช้ได้วันนี้ แต่ยังมีปัญหาอยู่ซึ่งคงตงล้างเครื่องใหม่แน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ขอฝืนทนใช้ไปก่อนเพราะถ้าคอมเป็นอะไรไปก็คงเหงาพอควร เพราะใช้อ่านหนังสือ ฟังเพลง เขียนๆๆๆๆๆ  คือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ตื่นขึ้นมาก็ต้องเปิดคอม ก่อนนอนก็ต้องได้เจอหน้าถึงจะนอนหลับสนิท อย่าเป็นอะไรมากนะครับน้องคอมพ์ที่รัก
หมวดหมู่
สาระแห่งชีวิต

สังคมวิทยา

ช่วงสองสามวันที่ผ่านมาได้พบปะผู้คนมากมายทั้งเด็กน้อยและผู้ใหญ่
สิ่งที่พอจะให้ข้อคิดกับตัวเองได้ก็คงเป็นไปตามนี้
 
  • ผู้ใหญ่ที่น่ารัก น่าชื่นชม ท่านจะวางตัวดีมากๆๆๆๆๆๆๆ เป็นกันเอง ท่านทำตัวเหมือนคนธรรมดา เกรงใจผู้อื่น ยิ้มเป็นมิตรตลอดเวลา
  • ครอบครัวที่สอนกันมาดีก็จะสังเกตเห็นพฤติกรรมที่น่ารักหลายอย่าง พูดจาไพเราะเพราะพริ้ง เป็นที่ประทับใจ
  • เด็ก ก็คือ เด็ก พูดจาดี ไม่ดี ก็ต้องให้อภัย
  • ต้องตรงต่อเวลา ทำอะไรก็ต้องบอกผู้ใหญ่ แจ้งให้เขาได้ทราบ จะกลับกี่โมงกี่ยาม เสียใจมากกกกก ที่ทำให้ผู้ใหญ่รอทานข้าวเย็นด้วย
  • ตั้งใจเรียนนะ แบ่งเวลาให้ดีๆ จดจ่อให้ความสำคัญกับงานวิจัยให้มากกว่านี้
  • อ่านหนังสือให้มากขึ้น ต้องรู้จริง คุยกับคนอื่นให้รู้เรื่อง ลดเวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ให้น้อยลง 
หมวดหมู่
สาระแห่งชีวิต

เปลี่ยน Space

ถามว่าทำไมต้องเปลี่ยนหน้าจอบ่อยจังเลย
ตอบ ก็เพราะว่ามันมีโมดูลใหม่ๆ ออกมาให้ลองใช้เรื่อยๆ
และเราก็อยากทำให้ space เป็นศูนย์รวมข้อมูลทุกอย่างที่เราต้องการใช้
นอกจากนี้คนอื่นอาจจะได้ประโยชน์ด้วย
 
เอาลิงค์อะไรมาใส่เยอะแยะ
ตอบ ก็อยากจะทำให้บรรลุเป้าหหมายตอนเป็นเด็กน้อย
ในเมื่อเรามีโอกาสแล้วก็แบ่งปันคนอื่น เราคงไม่มีเงินไปแบ่งให้ตอนนี้
มีแต่วิชาความรู้ที่พอจะให้ได้
ตอนนี้ยังไม่ได้รู้อะไรมากนัก แต่สิ่งที่เขียนก็มั่นใจได้ว่าทำการบ้าน ค้นคว้าอย่างเต็มที่
 
แล้วหัวข้อที่ทำมีอะไรบ้าง เพราะอะไร
ตอบ ก็จบเภสัช ควรมีเรื่องเกี่ยวกับเภสัช เลยทำเป็นเภสัชศาสตร์ศึกษา
ต้องทำเพื่อวิชาชีพแน่นอน แต่คนที่อ่านก็เป็นชาวบ้านทั่วไปได้
ซึ่งก็เอาเอกสารที่ทำไว้ตั้งแต่สมัยเรียน ป. ตรี ไปโหลดเก็บไว้ในอีกเว็บ (http:///www.fileden.com)
กำลังรวบรวมมาใส่ๆ ไว้ แต่บางครั้งอาจไม่ใช่ข้อมูลที่เที่ยงตรง และอาจล้าสมัยไปแล้วก็ได้
 
หัวข้อต่อมา คือ ประสาทวิทยาศาสตร์
ก็เพราะเรียนประสาทวิทยาศาสตร์จบไปแล้ว สิ่งที่เรียนเอาเก็บไว้ในสมองมันหนัก
ก็เลยต้องระบาย ไม่หรอกจริงๆ แล้วเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนไม่ให้ลืมของเนื้อหาที่เรียนไปแล้ว
 
เซลล์ต้นกำเนิด อันนี้สนใจเองยังไม่ได้เรียนมากมาย มีแต่อ่านเองตามหนังสือ และวารสารวิจัย
ที่ต้องทำไว้เพราะไม่ค่อยมีใครทำเว็บไซต์เป็นภาษาไทย
อยากทำไว้ให้น้องๆ ได้อ่าน อยู่บ้านนอกก็อ่านได้ นึกถึงตัวเองสมัยก่อนไม่มีหนังสืออ่าน
อยากให้รู้ความเป็นไปของวิทยาการในโลกนี้ ต้องตามให้ทัน
 
โปรตีนแอกซิน หัวข้อนี้เกิดจากวิทยานิพนธ์ที่กำลังทำตอนนี้
ตัวเองต้องทบทวนวรรณกรรม หาโปรโตคอล เขียนเล่ม และอาจตีพิมพิ์ถ้ามีโอกาส
ดังนั้น รวบรวมให้ตัวเองได้ใช้และคนอื่นจะอ่านก็จะยิ่งได้ประโยชน์
 
ทำไมต้องไปแนะแนวน้องๆ ก็เพราะว่าสมัยก่อนไม่มีใครแนะนำเรื่องเรียน
ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง เรียนตามมีตามเกิด ถือว่าโชคดีที่ได้เรียนต่อ
หลังจากที่ไปโพสใน http://www.eduzone.com ก็มีน้องๆ ทั้ง ม.ต้น และ ม. ปลาย แอด MSN มาค่อนข้างเยอะ
ประมาณครึ่งร้อยได้มั้ง คุยบ้าง ไม่คุยบ้างก็ยังคงติดต่อกันเป็นระยะ
สิ่งที่สังเกตเห็นคือ ถึงแม้น้องบางคนจะอยู่ในเมือง ก็ใช่ว่าจะมีข้อมูลดีกว่าคนอื่น
คือ ถามว่าเป็นเภสัชทำอะไร ก็ไม่ค่อยจะรู้ จะเรียนอะไรดี ก็บอกไม่ได้ พ่อแม่บังคับก็ต้องเรียน
ตอนนั้นเราก็คงตอบไม่ได้เหมือนกันครับ เอนทรานซ์ติดก็เพราะวาสนาดี
 
แต่คำพูดของอาจารย์ด่องที่ติดหูอยู่ทุกวันเวลาที่ย้อนตอบอาจารย์ว่าเราไม่รู้ ก็คือ
 "ถ้าสอนเธอให้รู้น้อยกว่าพี่ ประเทศชาติจะพัฒนาไหมนี่"
หมายถึงว่า ศิษย์ต้องเก่งกว่าครู คนรุ่นหลังต้องเก่งกว่าเรา ไม่งั้นประเทศก็คงย่ำอยู่กับที่ไม่ไปไหน
ดังนั้นเราก็เลยอยากมีส่วนพัฒนาตรงนี้บ้าง ให้น้องๆ เก่งกว่าเราไปเลยยิ่งดี
ส่วนหนึ่งก็จะได้ตอบคำถามที่ว่า "ประสาทวิทยาศาสตร์จะช่วยปฏิรูบการศึกษาได้อย่างไร"
 
สรุปว่าอะไรดี
ตอบ ใครจะว่าบ้าพลัง อวดสรรพกำลัง แหวกแนว ก็ตามแต่
จุดประสงค์หลักคือ อยากทำ จะเพื่อตน เพื่อใคร สุดท้ายก็ต้องเป็นประโยชน์แน่นอน
หมวดหมู่
สาระแห่งชีวิต

เฮ็ดในสิ่งที่ฮัก

เห็นมีแต่คนพูดถึงหนังเรื่อง season change มานานแสนนาน เคยดูคลิบผ่าน Utube และอ่านบทวิจารณ์ของเพื่อนชื่อดิวที่เป็นอาจารย์อยู่ที่ มน. อาจดูแล้วก็รู้ว่าอืม มันเป็นหนังน่ารักนะ  วันนี้เลยดูหนังเรื่องนี้กับพี่สิงห์ ดูแบบไม่กระพริบตาเลยนะ ไม่รู้เพราะอะไร สิ่งที่ประทับใจคือ คำพูดในหนังที่บอกให้ลูกทำในสิ่งที่รัก เพราะพ่อแม่คงไม่ได้อยู่กับป้อมไปตลอดชีวิต สิ่งที่เขารักที่จะทำและเรียนรู้ต่างหากที่จะอยู่กับเขาตลอดไป และก็อีกเรื่องหนึ่งคือ the persuit of happyness (happiness จึงจะถูก) คือทำอะไรก็ทำไปเหอะถ้ามีความสุข จะตามหาความสุขไปถึงไหนกัน
ตอนนี้ชีวิตเราก็มาเรียนด้วยความมุ่งมั่นและใจรักว่านอกจากฉันจะเป็นเภสัชกรแล้วสักวันฉันจะต้องเป็น neuroscientist และ stem cell scientist เรามีความเชื่อว่าชีวิตนี้เกิดมาอยู่ได้เพียงไม่ถึงร้อยปี สิ่งที่ศาสนาพุทธสอนไว้คือให้บำเพ็ญบารมีไว้ให้มาก ในเมื่อเราอยากเป็นอาจารย์ อยากทำวิจัย อยากบริการสังคม อยากโน้นอยากนี้จิปาถะ เราก็ต้องฝ่าฟันให้ถึงจุดนั้นให้ได้ ตอนแรกคิดว่าอยากได้ปริญญาเอกมาอวดชาวบ้านและมีเงินใช้ให้ครอบครัวสบาย ตอนนี้เปลี่ยนมุมมองไปมาก ดังนั้นต่อไปต้องอุทิศให้การเรียนรู้ในงานวิจัยที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างสุดความสามารถ เงินทองมีมากก็เอาไปด้วยไม่ได้แต่ความรู้ส่วนเล็กๆ ๆ ๆ ที่เราอาจได้เป็นผู้สร้างให้กับมนุษยชาตินั้นมันสามารถอยู่ตลอดไปแม้ว่าร่างเราจะสูญสลายแล้วก็ตาม
เมื่อสองวันก่อนอ่านข่าวในหนังสือพิมพิ์ผู้จัดการเกี่ยวกับรัฐบาลเวียดนามประกาศให้ทุนคนไปเรียนปริญญาเอก 20,000 ทุน แต่คนมีคุณสมบัติไม่พอ เนื้อหาข่าวก็ธรรมดานะ เราเข้าใจว่าหาที่คนเก่งๆไม่ได้ สมัครมหาวิทยาลัยต่างประเทศไม่ได้ หรือคนไม่อยากเรียน เป็นต้น แต่ข้อแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่มาโพสนั้นเยอะมาก เนื้อหาประมาณว่าคนเวียดนามไม่อยากเข้าสู่ระบบราชการจึงไม่เอาทุนรัฐบาลแล้วเรื่องมันก็โยงมาถึงทุนรัฐบาลไทยว่าเด็กนักเรียนทุนหลายคนจบแล้วไม่กลับมาทำงานให้ประเทศชาติ หน้าเงิน เห็นแก่ได้ ทำงานที่ต่างประเทศต่อ บ้างก็ว่ามาเรียนก็ไม่ตั้งใจเรียน มาเรียนบ้าง เที่ยวบ้าง ไม่ได้คิดถึงเงินภาษีที่พวกเขาเสียเป็นค่าเล่าเรียน อ่านแล้วก็ช่วยเตือนตัวเองดีเหมือนกันว่ายังมีประชาชนคอยดูเราอยู่นะ ถึงแม้เขาไม่รู้จักเราหรอกแต่เราก็ต้องตอบแทนเงินเขาด้วยการร่ำเรียนวิชาการอย่างสุดความสามารถและนำความรู้กลับไปพัฒนาประเทศต่อไป 
วันนี้ตอนบ่ายๆ ดูวิดีโอเรื่องเซลล์ต้นกำเนิดใน google ดูหลายม้วนนะแต่ที่ประทับใจคือ Professor Fred Gage ที่เป็นคนค้นพบการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ในผู้ใหญ่ที่เรียกว่า adult neurogenesis ตอนเรียนชีววิทยา ม.ปลายก็อ่านเจอมาตลอดว่าสมองเราจะหยุดพัฒนาเมื่ออายุหลังจากวัยเด็กไปแล้ว ไม่มีการสร้างเซลล์ประสาทเกิดขึ้นใหม่มีแต่จะตายมากขึ้นเท่านั้น เขาค้นพบประมาณห้าปีที่แล้วมั้ง วันนี้ก็เลยไปหาต่อว่าแล้วมันมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เซลล์ต้นกำเนิดของสมอง (neural stem cell) สร้างเซลล์ประสาทมากขึ้น มีเปเปอร์เพิ่งออกมาเมื่อสองวันที่แล้วตีพิมพิ์ใน PNAS เรื่อง An in vivo correlate of exercise-induced neurogenesis in the adult dentate gyrus  และอีกหลายๆเรื่อง สรุปว่าการออกกำลังกานทำให้เซลล์ต้นกำเนิดที่อยู่ในสมองแบ่งตัวสร้างเซลล์ประสาทมากขึ้น และมีอีกรายงาน Maternal swimming during pregnancy enhances short-term memory and neurogenesis in the hippocampus of rat pups รายงานว่า ถ้าแม่หนูที่ตั้งครรภ์ได้ว่ายน้ำวันละสิบนาทีจนกระทั่งตกลูก พบว่าลูกที่เกิดมาจะมีการสร้างเซลล์ประสาทที่ฮิบโปแคมปัสมากขึ้น มีความจำระยะสั้นดีขึ้น และมีปริมาณ growth factor คือ BDNF มากขึ้นเมื่อเที่ยบกับหนูที่แม่ไม่ได้ว่ายน้ำ อันนี้ก็ไม่รู้นะว่าเอาแม่คนจะต้องว่ายวันละเท่าไหร่ เริ่มตอนไหน นานเท่าไหร่จึงจะดีที่สุด เดี๋ยวกะว่าจะเขียน review เรื่องผลของการการออกกำลังกายกับการสร้างเซลล์เซลล์ประสาทจากเซลล์ต้นกำเนิดในสมองส่วนฮิบโปแคมปัส เพราะว่าน่าสนใจมากๆ