หมวดหมู่
การพูด/นำเสนอ การศึกษาและวิชาการ งานวิจัย งานอดิเรก ชีวิตทั่วไป สาระแห่งชีวิต ไม่มีหมวดหมู่

Designing Your PhD!

หลังจากที่ผมเรียนจบปริญญาโทในสาขาประสาทวิทยาศาสตร์ จาก Imperial College London School of Medicine  ในช่วงปลายเดือนกันยายนปี 2007 ผมก็ได้เข้าเรียนปริญญาเอกในรูปแบบ PhD (หลักสูตรปริญญาเอกทั่วโลกนั้นมีชื่อเรียกหลายแบบ) หลังจากนั้นทันที ที่ UCL Institute of Child Health โดยผมได้ศึกษาและวิจัยคุณสมบัติของเซลล์ต้นกำเนิดจากแหล่งต่างๆ เช่น สมอง, น้ำคร่ำ, ไขมัน และอื่นๆ เพื่อทำความเข้าใจชีววิทยาและการนำไปใช้ในทางการแพทย์ แต่ท้ายสุดแล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ผมได้เรียนมานั้น ประโยชน์สูงสุดที่ได้รับก็คือ “ทำความเข้าใจร่างกายของตนเอง” แต่ทว่าเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนั้นจำเป็นจะต้องได้รับการออกแบบตั้งแต่ต้น ถึงแม้เราจะไม่รู้ว่าระหว่างทางจะเกิดปัญหาอะไรให้ได้เผชิญบ้าง ผมเองได้ออกแบบการเรียนปริญญาเอก (Designing My PhD!) บางส่วนของผมไว้ว่า ผมอยากจะเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเส้นทางการเรียนรู้และศึกษาวิจัยให้เกิดเป็นงานสื่อสารวิทยาศาสตร์เพื่อสาธารณะ (science public engagement) ซึ่งจะเป็นรากฐานงานที่ผมอยากจะทำเมื่อกลับไปทำงานประจำที่ประเทศไทย

นอกเหนือจากผลผลิตงานวิจัยที่เกิดเป็นข้อมูลมากมายเพื่อใช้ในการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการแล้ว ผมก็ชอบการถ่ายภาพวิทยาศาสตร์ที่เกิดจากการทดลองของผม ซึ่งประชาชนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยมีโอาสได้เ็ห็นบ่อยนัก อีกทั้งสถานศึกษาและพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยเองก็ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก โดยภาพข้างล่างนี้เป็นชื่อผลงาน คือ Chase on Mars เป็นภาพแผ่นสมองที่ปลูกถ่ายด้วยเซลล์ต้นกำเนิดจากน้ำคร่ำ (สีเขียว) ซึ่งผมส่งเข้าประกวดในระดับมหาวิทยาลัย ในงานที่ชื่อว่า Research Images As Art (กดที่นี่) ทั้งนี้ยังมีอีกสองผลงานคือ Fireworks  และ Flying Wolf ซึ่งได้ถูกนำไปใช้เป็นภาพปกนิตยสารของมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ผมเชื่อว่าช่วงเวลาการเรียน 3-4 ปีนั้น นอกจากการเรียนเพียงอย่างเดียว ผมน่าจะทำอะไรได้อีกเยอะในขณะที่ผมเรียนปริญญาเอก ผมทำงานที่นอกเหนือจากงานวิจัยหลายอย่าง เพราะว่า “ผมอยากทำ” และผมคิดว่าถ้าผมไม่เริ่มทำก็ไม่รู้ว่าจะได้ทำตอนไหน ผมไม่อยากรอเวลาจนเรียนจบแล้วถึงไปเริ่มทำเรื่องต่างๆ เหล่านี้ที่เมืองไทย เพราะมันอาจจะสายเกินไปและไม่ทันท่วงที ผมถือคติอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าทรัพยากรรอบกายพร้อม เพื่อนร่วมงานพร้อม และโอกาสมาเมื่อไหร่แสดงว่าเป็นโชคของผมแล้วที่จะได้ทำ เพราะผมได้เตรียมความพร้อมของตัวเองไว้อยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้ว

ตัวอย่าง อาทิเช่น

ผมโชคดีที่ได้รู้จักเครือข่ายเพื่อนๆ ทั้งที่อยู่ที่ต่างประเทศแบบ off-line และเพื่อนๆ แบบ On-line โดยเฉพาะเครือข่ายในเฟสบุ๊ก งานหลายอย่างที่ผมทำ ผมต้องขอบคุณเฟสบุ๊กซึ่งเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพ หลายคนที่ผมได้ร่วมงานด้วยผมก็ไม่เคยได้เจอตัวจริงมาก่อน เราคุยกันผ่านเฟสบุ๊กจนงานเกิดเป็นรูปเป็นร่างอย่างน่ามหัศจรรย์ ผมจึงเชื่อว่าด้วยกุศลจิตเป็นพื้นฐาน เราสามารถใช้เครือข่ายสังคมเพื่อทำงานร่วมกันและเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้เช่นกัน

ซึ่งจะว่าไปแล้วการเรียนปริญญาเอกอาจดูจะง่ายกว่าปริญญาตรีในเชิงการบริหารจัดการ กล่าวคือหลักสูตรปริญญาตรีผมต้องถูกบังคับให้เข้าเรียนตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงสี่โมงเย็น ข้าวเที่ยวก็ไม่ได้ทานในบางวัน และหลายวิชาผมก็ไม่ได้ชอบ รู้สึกไม่สนุกกับการเรียนและต้องอ่านพาวเวอร์พอยท์ของอาจารย์ ซึ่งหลายคนคงทราบว่าผมไม่ชอบจดคำบรรยายในชีทพาวเวอร์พอยท์ ผมชอบอ่านตำรา textbook มากกว่า เพราะทำให้เราได้ทราบเนื้อหาวิชาเป็นเรื่องเป็นราว

เมื่อถึงเวลาที่ใกล้จะจบ นักศึกษาปริญญาเอกที่อังกฤษต้องทำรายงานเล่มใหญ่ที่เรียกว่า ดุษฏีนิพนธ์ (PhD thesis) ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีรูปแบบและข้อกำหนดที่แตกต่างกันออกไป (อ่านรายละเอียด ที่นี่ผมใช้เวลาในการเขียนไม่นานนัก ไม่น่าจะเกิน 3 เดือน เพราะผมมีเนื้อหาบางส่วนจากที่เขียนเอาไว้ในรายงานตอนปีแรกของการเรียน และที่เขียนไว้ในต้นฉบับเพื่อการตีพิมพ์ในวารสารวิจัย ดุษฏีนิพนธ์ของผมชื่อเรื่องว่า somatic stem cells: properties and potential for regenerative medicine ชื่อมันค่อนข้างกว้างมากเนื่องจากผมเขียนเพียง 3 บทใหญ่ๆ เท่านั้น

  • บทที่ 1 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดจากน้ำคร่ำ (amniotic fluid stem cells) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในหัวข้อ Amniotic Fluid Stem Cells Increase Embryo Survival Following Injury
  • บทที่ 2 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน (adipose stem cells)
  • บทที่ 3 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดและระบบประสาทในคลอรอยด์ เพล็กซัส (choroid plexus) โดยผมได้นำเสนอผลงานที่งานประชุมประสาทวิทยาศาสตร์ระดับโลก (World congress of neuroscience) ที่ประเทศอิตาลี เรื่อง Neurogenesis and nerves in the choroid plexus

นอกเหนือจากการเขียนงานวิจัยแล้ว ผมก็ได้หัดการวาดภาพการ์ตูน/เซลล์อย่างง่ายๆ โดยใช้โปรแกรม PowerPoint 2010 เพื่อผลิตภาพประกอบธีซีสของผม ภาพด้านล่างนี้เป็นการอธิบายสหวิชาต่างๆ ที่นำไปสู่ความเข้าใจเซลล์ต้นกำเนิดและเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม และผลิตภัณฑ์ยาในรูปแบบใหม่คือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) ประกอบด้วย 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนี้

1. การรักษาโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดและเซลล์ที่ได้จากเซลล์ต้นกำเนิด (  somatic cell therapy products)

2. การบำบัดด้วยยีน (gene therapy medicinal products)

3. เนื้อเยื่อที่ผ่านการดัดแปลง (tissue engineered products)

แต่เนื่องจากผลการทดลองของผมเป็นรูปภาพซะส่วนใหญ่เลยทำให้เล่มนี้หนาประมาณ 300 หน้า ทั้งนี้ได้พยายามตัดเนื้อหาบางส่วนออกไปจำนวนมากแล้วเพราะบางประเด็นมันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวแนวคิดหลัก (theme) ที่เราต้องการจะนำเสนอและอาจจะทำให้คนอ่านไขว้เขว อาจารย์ที่ปรึกษาเลยแนะนำให้ตัดออกเพื่อให้มีเนื้อหาที่ไหลลื่นมากขึ้น

หลังจากส่งเล่มดุษฏีนิพนธ์เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็ต้องรอสอบในอีกสามเดือนต่อมาในวันที่ 13 ธันวาคม เนื่องจากกรรมการสอบบางท่านต้องไปปฏิบัติภาระกิจที่ต่างประเทศและมีตารางเวลาที่ไม่ตรงกัน ช่วงที่รอก็ทำให้ผมได้ทำกิจกรรมนอกเวลาหลายอย่าง และเขียนงานทางวิชาการกับ Dr Patrizia Ferretti (อาจารย์ที่ปรึกษา ) รวมทั้งทำงานอดิเรกที่ผมอยากจะทำไปพร้อมๆ กัน

สำหรับการเตรียมตัวสอบปากเปล่านั้น ก็ได้ถามอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่หลายหนว่าควรจะเตรียมตัวอย่างไรดี เขาก็แนะนำให้อ่านเนื้อหาที่เขียนและอธิบายการทดลองที่ได้ทำไปให้ชัดเจน ซึ่งมันก็เหมือนตอบแบบกำปั้นทุบดิน เขายังบอกว่าไม่ค่อยเป็นห่วงหากกรรมการสอบเขาตั้งคำถามเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปที่อยู่นอกธีซีส เพราะผมค่อนข้างติดตามข่าวสารงานวิจัยอยู่ตลอดแล้ว

หลังจากที่ผมกลับมาอ่านสิ่งที่ตัวเองได้เขียนไป เตรียมการพูดอธิบายวัตถุประสงค์การศึกษา ข้อโดดเด่นและข้อจำกัดในการศึกษานี้ รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ก็เตรียมใจอยู่แล้วว่าต้องแก้ไข เพราะบางครั้งก็ไม่ค่อยเข้าใจมากนักว่าเหตุผลที่ตัวเองเขียนอธิบายการทดลองในแบบนั้นเพราะอะไร บางส่วนก็ไม่ได้ระบุให้ชัดเจน ก็พยายามเตรียมคำตอบประเด็นเหล่านั้นเพราะคิดว่ากรรมการก็คงสงสัยเหมือนกัน คืนก่อนสอบเป็นคืนที่แย่มากเพราะกลับจากมหาวิทยาลัยประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ หอบแฟ้มธีซีสกลับไปอ่านที่บ้าน ฝนก็ตกหนักมาก แฟ้มก็เปียก ทั้งหิวข้าวตอนดึก ตอนนั้นใจหวิวๆ เหมือนเป็นลางบอกว่าวันสอบจะต้องลำบากกว่านี้ 555+

พอถึงวันสอบ ตอนเช้าก็ได้อ่านทบทวนเล็กน้อย แต่ก็อ่านไม่ค่อยได้เยอะเพราะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว กินข้าวก็ไม่ลง พอถึงเวลาที่เข้าห้องสอบ กรรมการก็ถามว่าบทใดที่ชอบมากที่สุด ส่วนใดที่เป็นข้อจำกัดของการศึกษา แต่แปลกใจที่กรรมการถามความรู้รอบตัวค่อนข้างมาก เช่น

  • การทำงานของ transcription factor เช่น Oct4, Nanog, Sox2 และอื่นๆ ซึ่งผมไม่ได้ศึกษาโดยตรง แต่ผมศึกษาการสร้างเซลล์ต้นกำเนิดจากการเหนี่ยวนำ (induced pluripotent stem cells) จากเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน
  • การพัฒนาไปเป็นเซลล์ประสาทโดยใช้สารเคมี
  • ความรู้สึกต่องานวิจัยของเราว่าจะไปช่วยพัฒนาต่อเติมอะไรได้บ้าง สำหรับวงการวิจัยเซลล์ต้นกำเนิดในระดับสากล
  • ทำไมถึงเลือกวิธีการทดลองแบบ ก. ไม่ใช้วิธีแบบ ข. เป็นต้น
  • วิเคราะห์ และวิจารณ์งานวิจัยของผู้อื่นที่เราใช้เป็นเอกสารอ้างอิง
  • บางครั้งกรรมการอาจจะไม่คุ้นเคยกับแนวคิดงานวิจัยของเรา ซึ่งตัวเราเองอาจจะรู้สึกว่ามันดูพื้นฐานและเขาน่าจะรู้ แต่เมื่อเขาถามแล้วเราก็จำเป็นต้องอธิบายแนวคิด เป็นขั้นเป็นตอนให้เชื่อมโยงกัน และชี้ให้เป็นว่าการทดลองที่เราทำนั้นมันจะตอบคำถามและนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างในอนาคต ซึ่งแท้จริงเขาอาจจะแกล้งถามหรือไม่ทราบจริงๆ ก็เป็นได้

หลังจากเริ่มสอบประมาณบ่างสองโมง กรรมการก็ถามอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีการพัก กรรมการท่านนึงจดบันทึกหัวข้อคำถามเป็นข้อๆ ในสมุดของท่าน แล้วท่านก็ไล่ถามตามลำดับซึ่งไม่ได้เรียงตามหน้า กรรมการอีกท่านก็จดคำถามใส่ในกระดาษ post-it แปะในตัวธีซีส พอถามเสร็จก็ดึงออกที่ละข้อ ซึ่งทั้งสองคนไม่ได้ถามตามลำดับหน้า กล่าวคือ เขาเริ่มถามจากหน้าสรุปของบทสุดท้าย แล้วก็ย้อนกับไปบทแรกๆ พอนึกได้หรือมีข้อสงสัยที่เชื่อมต่อกับคำถามก่อนหน้า เขาก็โยงไปอีกบทใหม่ ซึ่งเราจะไม่มีเวลาได้เปิดอ่านธีซีสของเราเลย ต้องเตรียมพูดตอบคำถามอย่างฉับพลัน จนกระทั่งทุกคนเริ่มพอใจกับการตอบคำถาม หมดคำถามในสมุดบันทึกแล้ว กระดาษ post-it ก็ถูกนำออกไปจากธีซีสหมดแล้ว

หลังจากนั้นกรรมการก็บอกว่าพอใจกับการถามคำถามจนหมดสิ้นแล้ว และเวลาประมาณ 16.30 น. เขาก็เชิญผมออกนอกห้องก่อนเพื่อจะเรียกตัวกลับมาฟังผลการสอบอีกครั้ง ผมยืนรออยู่นอกห้องประมาณ 10 นาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นมากๆ เพราะเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา และเมื่อกรรมการเรียกตัวกลับเข้าห้องสอบอีกครั้ง เขาก็แสดงความยินดี “Congratulations…” ตามด้วยคำพูดที่แสดงถึงความพอใจกับการตอบคำถามและให้เราจบปริญญาเอก แต่ที่แปลกใจและคาดไม่ถึงคือ เขาไม่ต้องการให้แก้ไขธีซีสเพิ่มเติม! ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก เพราะตอนที่สอบผมก็จดคำแนะนำทุกอย่างแต่ข้อสเนอแนะไว้หมด เพราะคิดว่าต้องแก้ไขตามที่กรรมการได้แนะนำเอาไว้ แต่ในเมื่อกรรมการเขาไม่ต้องการให้แก้ไขเพิ่มเติมเราจะไปเรียกร้องอยากจะแก้ไขทำไมหนอ… เป็นอันจบพิธีการสอบปากเปล่า (PhD VIVA) อย่างสมบูรณ์ครับ

หลังจากสอบเสร็จแล้วก็มีการพูดคุยแสดงความยินดีจากทั้งกรรมการสอบ รวมทั้งอาจารย์และสมาชิกของภาควิชาที่ผมเรียนอยู่ และกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมงานที่มีส่วนผลักดันให้ผมสำเร็จการศึกษา ในภาพนี้ผมยืนอยู่กลาง โดยมีกรรมการสอบภายใน (Internal Examiner) ของยูซีแอล คือ  Professor Jeremy Brockes (ซ้าย)  และกรรมการจากภายนอก (External Examiner) คือ Professor Peter Andrews (ขวา)

บันทึกนี้เขียนขึ้นมาเพื่ออยากจะให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ชีวิตการเรียนของผมที่ไม่จำเป็นต้องขลุกอยู่กับตำราตลอดเวลา แต่ไม่ใช่การละทิ้งโดยไม่อ่านหนังสือหรืองานวิจัยให้ทันโลกนะครับ สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวสอบก็ขอให้โชคดีและหวังว่าบันทึกนี้จะเป็นประโยชน์กับท่าน และหากท่านผู้อ่านท่านใดที่กำลังเริ่มเรียนปริญญาเอกก็ขอให้เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ สักวันจะถึงเวลาที่เราจะได้แสดงฝีมือครับ…โชคดีกันถ้วนหน้าครับ

“ขยัน…คือ…คำตอบ”

หมวดหมู่
ชีวิตทั่วไป

น้ำตาสิไหลยามคึดฮอดบ้าน (ไหลไปแล้ว)

อยากเมือบ้านเฮา

ขับร้องโดย มนต์แคน แก่งคูน

ไม่ได้เขียนบล๊อกเป็นเวลานานหลายเดือน เพราะมัวแต่ทำแล๊ป วันนี้ไม่ได้ว่างดอกครับ เพียงแต่มันต้องเขียน “มนต์แคน แก่นคูน” เป็นนักร้องที่เสียงเป็นเอกลักษณ์มาก ถ่ายทอดอารมณ์เพลงได้สุดยอด อีกทั้งเนื้อเพลงที่เข ร้องก็ได้รับการรังสรรค์มาอย่างดี เพลง “อยากเมือบ้านเฮา” สุดยอดมาก ฟังแล้วน้ำตาซึม ชีวิตพระเอกมิวสิคคงไม่ได้เหมือนผมในตอนนี้ดอก แต่เนื้อหามันตรงกับชีวิตตัวเองเกิน 75% คือเนื้อร้องมันถ่ายทอดได้เห็นภาพชัดเจนมาก คือชีวิตเด็กหนุ่มอีสานที่ต้องจากทุ่นนามาทำงานที่โรงงานในเมืองกรุงเพื่อหาเงินส่งให้พ่อแม่ทางบ้าน แต่ผมคงไม่ได้ลำบากขนาดนั้นในตอนนี้   

เลิกงานยามแลง        ตะวันแดงลับดงตึกสูง

ใจลอยอยู่ในเมืองกรุง ไปถึงทิวทุ่งท้องนา

คึดฮอดแม่พ่อ ซำบายบ่น้อยามลูกจากมา

ฝาเฮือนแอ้มตองมุงหญ้า       หลับตายังจำฝังใจ

คิดถึงบ้านนะ ถึงแม้ตอนนี้เราจะอยู่กลาง Big ben & River Thames เวลาใจลอยก็คิดถึงทุ่งนาที่บ้าน พ่อ แม่  อยากกลับไปเป็นแบบตอนเด็ก ได้ไปนอนเถียงนาที่ทำจากใบหญ้าคา ตัดปล้องข้าวมาทำปี่ ขุดปู จับเขนด เฮ้อ ไม่น่าเชื่อนะชีวิตคนเรา เดินทางมาไกลถึงเพียงนี้

 

มาอยู่เมืองไกล          บ่อุ่นใจคืออยู่บ้านเฮา

หาปลานาว่านเกี่ยวข้าว       ผองขึ้นเล้าลาบขมต้มไก่

หนาวหมอกจางๆ      ไอดินกลิ่นฟางยังค้างในใจ

หอมเอยหอมกลิ่นข้าวใหม่     น้ำตาสิไหลยามคึดฮอดบ้าน

เวลาเกี่ยวข้าว ดำนา สาปลา จับปลาโหลดในขี้ตม ก็กินลาบก้อย ต้มแซ่บกลางทุ่งนา เฮ้อ สุดยอด นอนที่กองฟางตอนไปตีข้าวนะ อยากกลับไปนอนเล่นที่นาอีก มาอยู่ลอนดอน ข้าวหอมมะลิถุงละสี่ปอนด์ เห้อ ได้กลิ่นข้าวหอมๆ แล้วคึดฮอดทุ่งนา 

 

คึดฮอดเฮือนซาน      ปานนี้เป็นจั๊งได๋หนอ

ขอเพิ่นไว้ก่อนเด้อพ่อ           หนี้ ธ.ก.ส. กองทุนหมู่บ้าน

ยังหาบ่ได้      ค่าแรงจากนายใช้วันต่อวัน

แต่คงรออีกบ่เนิ่นนาน          ความฝันคงยืนข้างเรา

ที่บ้านไม่ได้เป็นหนี้ ธกส ดอก เพียงแต่ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเลย ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยก็วิเศษสุดแล้ว แม่ก็บอกตลอดนะว่าสมบัติที่มีค่าที่สุดก็คือวิชาความรู้ เพราะไม่ได้มีกิจการอะไรเหมือนคนอื่นเขา สู้ต่อไปวีระพงษ์ เพื่อทุกอย่างที่เฝ้าฝัน

 

ก่อนหลับตานอน                ขอพรจากรูปแม่พ่อ

พรุ่งนี้สิไปสู้ต่อ          เหนื่อยท้อลูกสิอดเอา

ฮอดมื้อผ่าป่า ตรุษจีนพู้นเด้อสิเมือบ้านเฮา

พร้อมหน้ากันอยู่พาข้าว       มีสุขมีเศร้าเว้าสู่กันฟัง

ไม่น่าเชื่อว่าเป็นเวลาเกือบปีที่เราเขียนเรื่อง “แม่ของผม” จากนั้นก้แทบไม่ได้เขียนอะไรเลย แล้วเมื่อวานเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าใกล้วันแม่แล้ว นานมากๆ ที่ไม่ได้ร้องไห้ แต่ร้องไห้แบบนี้ทีไรมันมีพลังใจฮึกเหิมขึ้นเป็นกอง ไม่รู้เป็นบ้าอะไรนะ ผมชอบอกตัวเองว่า สู้ สู้ (แบบ จูยูลิน) แล้วค่อยกลับมาเพ้อต่อ

โอเคครับ ตั้งใจทำแล๊ปให้ดี

ประสบผมสำเร็จทุกประการ ปลอดภัยทุกสถาน

หมวดหมู่
ชีวิตทั่วไป

ชีวานอกโลกไซเบอร์

ปกติแล้วชีวิตเราก็อยู่หน้จอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา อยู่กับเปเปอร์ รายงาน สเปซ ภาพ สาระพัดงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ยิ่งฝนตกยิ่งไม่อยากออกไปไหน วันนี้อากาศที่ลอนดอนดีมาก ฟ้าสวย ลมเย็น แดดอ่อน เลยไปวิ่งออกกำลังกายที่ hyde park ดีมากๆ เห็นผู้คนมานอนอาบแดด ทานข้าวกัน อ่านหนังสือ ดูนกน้ำ ให้อาหารกระรอก นกพิราบอยู่กันเป็นฝูง เฮ้อ มันช่างมีความสุขจริงๆ  วิ่งไปรอบๆ ทะเลสาบไปเห็นคนกำลังเล่นวอลเล่ย์บอลกัน อ่าได้ทีเลยแจมเลย ก็มันดีเป็นคนอิหร่านเกือบทั้งหมด ชวนไปเล่นลีกส์ด้วย ฮ่าๆๆๆ น่าสน แต่เล่นได้ชั่วโมงเศษก็วิ่งกลับบ้านมาออกกำลังกายที่ยิมในหมู่บ้านต่อ ชีวิตสุขสันต์ถ้าได้ออกกำลังกายทุกวัน
หมวดหมู่
ชีวิตทั่วไป

เมื่อไหร่ละครเรื่องนี้จะปิดกล้อง

ตอนนี้กำลังแสดงละครเรื่อง MSc Integrative Neuroscience บทบาทหลักที่ได้รับคือ ต้องเป็นพระเอกเท่านั้นอ่า ตอนนี้ละครก็ใกล้ปิดกล้องละ อีกไม่กี่วันก็จะได้เป็นอิสระ พูดถึงชีวิตคนเราในแต่ละช่วงก็คงไม่ต่างอะไรกับละครเรื่องหนึ่ง ตอนนี้เรียนปริญญาโทก็ถือว่ากำลังสวมบทบาทนักศึกษาปริญญาโท อยากจะตีบทให้แตกกระจุย เก็บภาพละครไว้ในความทรงจำนานๆ ตอนนี้ก็เลยต้องแสดงให้เต็มที่ เพราะถ้าปิดกล้องแล้วจะมาถ่ายใหม่ไม่ได้หรอกนะ เมื่อถึงเวลาเปิดดูให้ได้คิดคำนึงถึงเวลาที่ได้มาเรียนที่นี่คงไม่มีโอกาสแก้ตัว ดังนั้นตอนนี้ใกล้จะปิดกล้องเต็มที่ละ จะได้เป็นพระเอกไปตลอดหรือว่าเป็นผู้ร้ายตอนจบก็คงต้องขึ้นกับเราแล้วละว่าใส่มันเต็มที่หรือยัง จะได้ชื่นใจกับผลงานและประทับใจกับละครเรื่องนี้ตลอดไป อย่าเป็นเหมือนที่ผ่านมาที่รู้สึกเฉยๆ ทำไมมันง่ายจัง ก็งั้นๆ จงทำทุกย่างให้มีคุณค่า ตื่นเต้นที่จะเรียนรู้ ที่สำคัญ รู้ ตื่น เบิกบาน OK?
 
วันนี้เป็นอีกวันที่วางแผนคลาดเคลื่อนทำให้หิวข้าวแบบทรมาน ทานข้าวเที่ยงตอนสี่ทุ่ม นายแน่มาก แต่ที่ทนทำแล็บอยู่ได้นานๆ ก็คงเป็นเพราะสมัยก่อน
  • ตอนเป็นเด็กมัธยมไปขายของข้างทางนี่อดข้าวประจำ กลัวไม่ได้เงินต้องอยู่ขายของ แต่แม่เหนื่อยกว่าเพราะถึงแม้จะมีห่อข้าวอยู่กับตัวก็ต้องจัดร้านให้เสร็จก่อนถึงจะได้ปลีกตัวไปทานข้าว ดังนั้นเวลาหิวข้าวก็เลยบอกตัวเองตลอดว่าแม่ยังอดได้เลยเราก็ต้องอดได้ดิ
  • สมัยเป็นเด็กนักเรียนเภสัช เรียนหนักมาก หนักแบบบางทีไร้เหตุผล อดทานข้าวเที่ยงประจำยิ่งวันไหนมีแล็ปเช้าบ่าย อย่าให้นึกเลยไม่รู้ผ่านมาได้ไง แซนวิช 7-11 ชิ้นละ 10 บาท กับกาแฟแก้วละ 13 บาท แค่นี้ก็ดีใจสุดๆ ที่ยังมีเวลาได้เอาเสบียงลงท้องได้ รวมทั้งตอนทำปริญญานิพนธ์นี่อดทดมากๆ หิวก็หิว ทำแล็ปทั้งวัน ล้างขวดแก้วทั้งคืน นอนที่ภาควิชาชีวเคมีคนเดียวยังเคยเลย กลัวผีอาจารย์มากแต่คิดอย่างเดียวว่าคนดีผีคุ้ม อาจารย์ต้องมาดูแล Open-mouthed
  • เป็นเภสัชร้านบูสท์หาเงินตัวเป็นเกลียวก่อนมาอังกฤษ ค่าจ้างเภสัชชั่วโมลละร้อยบาทขาดตัว ทำมากได้มาก พักมากก็ได้เงินน้อย ด้วยความที่ต้องการทำสถิติชั่วโมงบินกับทั้งต้องการเงิน วันนึงก็ทำสองกะ เจ็ดโมงเช้าทำสาขาที่หนึ่งจนถึงบ่ายสาม พักแปปๆ เข้างานบ่ายสี่ที่อีกสาขาจนถึงเที่ยงคืน ช่วงที่ยืนอยู่ก็ หิวหนอ หิวหนอ จนรอดตายมาได้ แต่คุณภาพชีวิตตอนนั้นแย่มาก  

เวลาที่นึกย้อนไปคิดคำนึงถึงชีวิตที่ผ่านมาทำให้มีพลังใจเพิ่มขึ้นมาก เพราะลำบากแค่นี้ จิ๊บๆ หนักกว่านั้นยังเจอมาแล้ว เวลาที่เหลือสองวันเสาร์กับอาทิตย์ Introduction ต้องเสร็จนะ อาจารย์จะได้ตรวจ

ขยัน คือ คำตอบ

ใช้มาตลอดตั้งแต่ ม. 3 ตอนนี้มันก็ควรใช้ได้เหมือนเดิม 

หมวดหมู่
ชีวิตทั่วไป

ลำบากตรากตรำ

เป็นอีกวันหนึ่งที่ได้กินข้าวเช้ารวมข้าวเที่ยวตอนบ่ายสามโมง เศร้า โรงอาหารของ รพ ก็ปิด ก็เลยต้องไปร้าน costcutter หน้า รพ ไม่รู้จะกินอะไรเลยเดินไปดูแซนวิช เลยกล้ำกลืนซื้ออันที่ถูกที่สุดเพราะหิวมากมาย 1.69 ปอนด์ คือมันไม่แพงมากดอกแต่ไม่อร่อยเลย เป็นแซนวิชชิ้นแรกตั้งแต่มาอยู่ลอนดอนเพราะไม่เคยพิสมัยอาหารฝรั่งอยู่แล้ว กลับมาถึงบ้านก็เกือบสองทุ่มเลยปลอบใจกระเพาะด้วยนม มันฝรั่งทอด บิสกิต ไส้กรอก ตามลำดับ คือเป็นอาหารสิ้นคิดที่ปกติไม่ค่อยอยากจะแตะ แต่เนื่องจากหิวจริงๆ เลยขอทำร้ายตัวเองชั่วคราว เดี๋ยวกินบำรุงใหม่นะ
หมวดหมู่
ชีวิตทั่วไป

ลอนดอนกับทุ่งกุลาร้องไห้ใกล้กันนิดเดียวเอง

ทุกวันนี้อินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับผมแล้วเพิ่งใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ไม่กี่ปี แต่ทุกวันนี้หายใจเข้าออกก็นึกถึงชีวิตออนไลน์ที่มีประโยชน์กับชีวิตผมพอสมควร

ผมใช้โปรแกรม voipdiscount ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มีโทรศัพท์ไว้ใช้กลับบ้านฟรีได้ตลอดเวลาทั้งหมายเลขโทรศัพท์พื้นฐานและโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปกติผมจะโทรหาพ่อแม่ทุกวันที่อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าอังกฤษกับบ้านเกิดผมไม่ได้ห่างกันเลย โดยเฉพาะถ้าใช้ MSN ก็จะเห็นภาพและได้คุยด้วยซึ่งสะดวกมากครับ

วันนี้ผมโทรกลับบ้านก็ได้รู้ว่าแม่ป่วยและพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลชุมชนที่อำเภอ สอบถามแล้วแม่ไม่ทราบว่าเป็นอะไรบ้างนอกจากบอกว่าท้องเสีย ได้ยาอะไรบ้างแม่ก็ไม่ค่อยทราบตามประสาชาวบ้านทั่วไปซึ่งตามปกติก็เชื่อฟังบุคลากรทางการแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำ ไม่ได้แสดงสิทธิ์ผู้ป่วยให้เห็นเป็นรูปธรรม ปกติผมจะเตือนให้คนรอบข้างเสมอในเรื่องนี้ กล่าวคือ จะต้องสอบถามว่าเราเป็นโรคอะไร จะต้องรักษาอย่างไร ขณะนี้ได้รับยาอะไรบ้างและมีสรรพคุณอย่างไร และจะต้องปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะหายเร็วๆ

ในเมื่อคุยกับแม่ไม่ได้ข้อมูลมากนักก็เลยใช้ Google ช่วยค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของโรงพยาบาลสุวรรณภูมิเพื่อติดต่อไปยังฝ่ายการพยาบาลผู้ป่วยใน สุดท้ายก็ได้คุยกับคุณพยาบาลซึ่งอธิบายและตอบคำถามดีมาก ทำให้ผมสบายใจมากขึ้นเพราะได้ทราบข้อมูลจากประวัติการรักษาและได้รู้ว่าจะรักษาแม่ผมอย่างไรต่อไป

ผมใช้เวลาไม่นานนักตั้งแต่คุยกับ แม่ติดต่อโรงพยาบาลสุวรรณภูมิ และได้คุยกับคุณพยาบาลที่ชื่อสุพักตร์ สิ่งที่ผมใช้เป็นเครื่องมือครั้งนี้ก็คงเป็นอินเตอร์เน็ต และ voipdiscount ขอบคุณเทคโนโลยีเหล่านี้ที่ทำให้ลอนดอนกับทุ่งกุลาร้องไห้อยู่ใกล้กันมากขึ้น

หมวดหมู่
ชีวิตทั่วไป

Nothing Special

I have been living in London since September last year. Until now, although people say that London is the beautiful and eligant capital city but, to me, I prefer living in Thailand, my mother land. It’s good for travelling for a short period but not that good for living and working. The only reason why I am here is that there are many famous universities located in London. Imperial College provides me good experiences interms of university reputation, doing excellent research, high quality faculty and exceptional IT service. On the other hand, it’s not good as I expected before I came here since the coursework was not well-organized and the lecture they gave was not appreciated.
 
Anyway, my school definitely fullfils my need to become neuroscientist and provides me basic research skills for undertaking my PhD study. Thaks to MSc supervisor, Post-doctoral fellow and corse organizer, a person who gave me a reference for UCL application. I promise to do all my best for doing research on Annexin A1.
 
Good luck!
หมวดหมู่
ชีวิตทั่วไป

วันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ตื่นเช้ามาก็นั่งทำเว็บต่อเรื่อยๆ ทานข้าวเสร็จก็ซักเสื้อ ตอนเย็นก็นั่งรถไปแล๊ปเพื่อไปเปลี่ยนอาหารเลี้ยงเซลล์ รถติดมากๆ ขึ้นรถไปก็สาย 283 ก็เจอผู้ชายวัยกลางคนทะเลาะกับเด็กสาวผิวดำสามคน มีปากเสียงกัน แล้วไอ้คนนั้นก็ทำท่าจะสูบบุหรี่ คนขับบอกให้หยุดพูดก็ไม่หยุด จนต้องหยุดรถเปิดสัญญาณเรียกตำรวจ ตัวเราเห็นท่าจะไม่ดีเลยลงจากรถคันนั้น เดินหนีอย่างรวดเร็วเพราะเคยเห็นบ่อยมากที่คนทะเลาะกันบนรถบัสในลอนดอน พอเดินหนีไปขึ้นอีกป้ายถัดไป กะว่าจะได้ขึ้นรถคันใหม่ปรากฏว่าคันเดิมนั่นแหละแต่ชายวัยกลางคนนั้นไม่อยู่ละ เหลือแต่พวกเด็กสาวคนดำที่ลักษณะของพวกเธอคล้ายกันทุกคน คือ เตี้ย อ้วน ดำ ผมหยิก ใส่สร้อยพะรุงพะรัง ฟัง iPod พูดเสียงดัง ไม่รู้เพราะกรรมพันธุ์หรือเปล่านะเหมือนกันทุกคนเลย (ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)  ก็เลยพยายามจะไม่ขึ้นรถตอนโรงเรียนเลิกเพราะว่าเด็กพวกนี้มันขึ้นมาทีไรทั้งผู้ชายผู้หญิง ยังกับกองทัพบุกรถบัส รำคาญและปวดหัวมาก ต้องคอยระวังว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง
 
นั่งรถเกือบชั่วโมงกว่าจะไปถึง รพ. Dr Simon ดีมากกกกกกกก เอาอาหารเลี้ยงเซลล์ออกจากตู้เย็นรอเราไว้ ไปถึงก็จัดการเขียนโปรคอล ดูเซลล์ โล่งอกที่พวกมันยังอยู่ดีมีสุข ไม่ตาย ไม่ปนเปื้อน แล้วก็เปลี่ยนอาหารให้น้องเซลล์เสร็จในครึ่ง ชม. ก็มาอ่านเปเปอร์ต่อ เป็นวันแรกที่อยู่จนถึงเวลาที่ Supervisor, Dr Solito ปิดห้อง เดินลงจากตึกพร้อมกัน หลังจากที่ผลการทดลองครั้งแรกประสบผลสำเร็จ เห็นเซลล์ BV 2 เกิด Phagocytosis กินเซลล์ประสาท PC12 ตอนนี้อาจารย์ก็เลยอยากให้ทำหลายอย่างซึ่งดีมาก ชอบ จะได้เรียนรู้เยอะๆๆๆๆ ตอนนี้สิ่งที่ต้องเตรียมตัวอ่าน คือ Western Blotting, Hoechst Staining, FACS, siRNA, Transfection and so on. สู้ๆๆๆๆ
 
วันนี้ตอนกลับบ้านแวะเข้าไปที่ร้าน Boots มีสินค้าเยอะมากๆๆๆๆๆๆ จนอึ้งว่าเราตามไม่ทันเลย เฉพาะ หูด กับ ตาปลา มีเป็นสิบรายการ ยาแก้อาการนอนกรนอีกอย่างก็เพิ่งเคยเห็น ข้างกล่องเขียนว่าการกรนเกิดจากเนื้อเยื่อที่ลำคอเกิดการบาดเจ็บ แห้งผาก เมื่ออากาศผ่านเข้าไปตอนนอนเลยทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นเกิดการสั่นจนเป็นเสียงกรน ยานี้มีองค์ประกอบพวก natural oil ซึ่งจะไปเพิ่มความชุ่มชื่นและน้ำเมือกบริเวณนั้นทำให้หายกรน ว้าว เพิ่งเคยเจอ ยาสมุนไพร, homeopathic remedy ช่วยให้นอนหลับหายเครียดก็มีหลากหลายมาก พวก valerian root, hops, passifera, lettuce and so on แล้วที่นี่ก็มียาอดบุหรี่แบบ Nicotirette  inhalator แล้ว ไม่รู้ว่าที่ไทยเข้ายังนะ
 
หมวดหมู่
ชีวิตทั่วไป

ซวย (เพราะแต่งตัวแย่มาก)

วันนี้หลังจากทำแล็ปเสร็จตอนบ่ายก็ต้องรับมาหาน้องหนอ
ขนั่งรถบัสไปขึ้น tube ที่ white city station ไปยัง notting hill gate
ขณะที่เดินทางเปลี่ยนขบวนรถเพื่อไปยัง earl’s court วิ่งแซงด้านซ้ายตลอด หอบกระเป๋า เพราะหิวข้าวแล้วก็กลัวน้องจะรอนาน
กอปรทั้งวันนี้ใส่ยีน รองเท้าผ้าใบ เสื้อ jumper ของ nike หนวดเคราไม่ได้โกน ผมไม่ได้เซ็ต หน้าโทรมมากเพราะนอนน้อย
ทันใดนั้นตำรวจลอนดอนก็กักตัวไว้ แนะนำตัวมากมาย ก็บอกแล้วว่ารีบ ทำอะไรก็รีบทำ
จับใจความได้ว่าคงตรวจตามปกติ เพราะกลัวเรื่องก่อการร้าย
ก็ไม่มีอะไร ยื่นบัตรอิมพีเรียลให้ดู ตอบคำถาม รับเอกสาร แต่ดีที่เขาพูดเพราะดี สุดท้ายด้วย Thank you, sir.
แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้ต้องสงสัยขบวนการก่อการร้าย
บทสรุป แต่งตัวให้มันดูดีกว่านี้ หน้าตาก็หัดดูแลบ้าง
หมวดหมู่
ชีวิตทั่วไป

Tag บอร์ดหอพักซีมะโด่ง จุฬาฯ

1. เรื่องของชื่อ
พ่อแม่ตั้งชื่อให้ว่า ด.ช. วีระพงษ์ ประสงค์จีน ดูที่นามสกุลเหมือนจะมีเชื้อจีนเล็กน้อยแต่ว่าเนื่องจากเกิดที่กลางทุ่งกุลาร้องไห้ ก็เลยกลายพันธุ์เป็นคนอีสานเต็มตัว บ้านเกิดผม คือ อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เรียนชั้นอนุบาลศึกษาจนถึงชั้นมัธธยมศึกษาตอนปลายที่อำเภอมาตลอดครับ ความจริงแล้วชื่อเล่นผมมีหลายชื่อครับ ชื่อแบบชาวบ้านที่พ่อแม่ตั้งให้ คือ บักหำหล้า บักหำแกง (เก๋มากจนไม่มีใครกล้าเรียก) แบบว่าเป็นเอกลักษณ์มากครับ แต่เพื่อนๆ นักเรียนทุนมูลนิธิดำรงชัยธรรมก็จะเรียกสั้นๆว่า พี่แกง ส่วนที่เหลือก็จะเรียก น้องพงษ์ เป็นไงครับ
ใจจริงผมอยากเปลี่ยนชื่อเป็น พงศ์ธีระภัทธ (แปลว่าเชื้อสายแห่งปราชญ์ผู้ดีงาม) รู้ไหมครับว่าผมเอามาจากไหน คือว่าผมไปอ่านเจอคอลัมน์ของอาจารย์สเถียรพงศ์ วรรณปก ในเดลินิวส์ ชื่อนี้ผมชอบมากแต่ก็ยังไม่กล้าเปลี่ยนเพราะว่าชื่อนี้พ่อแม่ตั้งให้อีกทั้งอยู่กับชื่อนี้มานาน ชีวิตก็ยังราบรื่นดี

2. เรื่องของเด็กน้อย
ด้วยความที่ครอบครัวทำนาปลูกผักขายก็เลยเป็นพ่อค้าตั้งแต่เด็ก ผมเปิดร้านขายไม้ดอกไม้ประดับตอน ม. 3 จากนั้นก็เป็นพนักงานเสริฟที่สวนอาหาร ขายโน้นขายนี่ไปเรื่อยตามประสาเด็กที่ไม่อยากจน นอกจากนี้ก็ต้องไปขายผักที่ตลาดสดเรียกลูกค้าให้แม่ด้วย เนื่องจากว่าอาจารย์ก็รู้จัก เพื่อน พี่ น้อง ในโรงเรียนไปจ่ายตลาดก็ต้องมาซื้อกับผมนะ ไม่งั้นมีเคืองถ้าไปซื้อกับคนอื่น

คุณยายผมเป็นหมอลำและร้องสรภัญญะตามงานวัด ผมก็เลยชอบเต้น ชอบฟ้อน ร้องหมอลำตั้งแต่เด็ก มีงานอะไรก็ขอแจมกับโรงเรียนทุกงานก็ว่าได้ สมัยนั้นถ้ามีหมอลำในงานวัดที่อยู่ในรัศมีไม่เกิน 30 กิโลเมตร ผมก็ต้องซิ่งมอเตอร์ไซค์ไปกับเพื่อนไม่มีพลาด หน้าเวทีครับพี่น้อง เหล้าเบียร์ ฟ้อนหน้าเวที ดูกันจนซอดแจ้งจ่างป่าง จนอยู่ชั้น ม.ปลาย ผมเคยจะไปสมัครอยู่กับคณะหมอลำแถวบ้านเพราะอยากเป็นพระเอกหมอลำมากๆ (ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าเอนทรานซ์คืออะไร สาบานได้ครับ) ตอนนี้ก็ยังร้องหมอลำทุกวันเลยนะครับถึงแม้จะอยู่ที่ต่างประเทศก็ตาม

3. เรื่องของการเรียน
จากที่เรียนในโรงเรียนของอำเภอมาตลอดถึงแม้ผลการเรียนจะอยู่อันดับต้นๆ ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักเรียนเต็มตัว เพราะผมชอบทำกิจกรรมมาก โดยเฉพาะภาษาไทย พวกขับเสภา สุนทรพจน์ พิธีกร จนผมคิดอยากเรียนพวกสื่อสารมวลชน ตอนสมัครเข้าเรียน ม.ปลาย ผมเลือก ศิลป์-คำนวณ นะครับ แต่อาจารย์ก็โทรมาหาให้เปลี่ยนแผนการเรียนเพราะเขาบอกว่าคะแนนอย่างผมควรไปเรียนวิทย์ (ต้องเข้าใจนะครับว่า ในต่างจังหวัดอาจารย์ให้ความสำคัญกับสายวิทยาศาสตร์มากกว่า) แต่ผมก็ปฏิเสธไปว่าชอบ แต่พอไปเข้าชั้นเรียนวันแรกแล้วเจอเพื่อนไม่ค่อยถูกใจ (คือว่ามันชวนไปดูดบุหรี่) ผมก็เลยคิดได้ว่าเปลี่ยนไปเรียนวิทย์-คณิตก็น่าจะเรียนได้ ผมเล่นกีฬาก็เป็นกิจกรรมหลักซึ่งผมให้เวลามากกว่าอ่านหนังสืออีกนะ เคยจะไปสมัครโรงเรียนกีฬาตอน ม.ปลาย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมไปเข้าค่ายแข่งกีฬาเยาวชนแห่งชาติทำให้ผมเกือบจะไม่ได้สอบตอน ม. 5 โชคดีที่กลับไปอ่านหนัอสือสอบทันจนเอาชีวิตรอดมาได้ถึงทุกวันนี้ครับ

ผมมีอาจารย์ที่หวังดีให้สมัคร กศน จริงๆไม่ได้เรียนหรอกครับ ถึงเวลาสอบก็ไปสอบ เมื่อสอบผ่านก็ได้วุฒิ ม.ปลายมาตอน ม. 5 อาจารย์ก็เลยบอกให้ไปลองสอบเอนทรานซ์ดูปรากฏว่าติดคณะสัตวแพทย์-จุฬา เป็นนิสิตจุฬาฯ รหัส 42 ที่ผมตัดสินใจมาเรียนก็เพราะว่าถ้าอยู่เรียน ม.6 ต่อก็ไม่มั่นใจตัวเองว่าจะสอบติดอีกไหม การมาเรียนที่จุฬาฯ นี้ผมได้รับทุนจากมูลนิธิดำรงชัยธรรมของอากู๋ (GMM grammy) เพื่อนร่วมห้องและเพื่อนร่วมชั้น แต่ละคนระดับพระเจ้า คือ ตั้งแต่ผมเกิดมาไม่เคยรู้จักใครที่เก่งมหากาฬอย่างพวกเขามาก่อน เพื่อนก็สอนหนังสือผมเยอะมากโดยเฉพาะพวกเด็กโอลิมปิก เด็กทุน กพ สาระพัดเด็กเก่งมารวมกันจนทำให้ผมรู้สึกว่า “เราทำเต็มที่หรือยัง เราเป็นนักเรียนเหมือนพวกเขาหรือยัง” ผมก็เลยอ่านหนังสือสอบเอนทรานท์ใหม่ซึ่งมูลนิธิก็ใจดีมากให้ผมสอบใหม่ได้และให้ทุนต่อไป ท้ายสุดก็เลยได้เรียนคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ รหัส 43 จึงเป็นที่มาของเด็กซิ่วอย่างผม

4. เรื่องของโชคชะตา
ผมไม่เคยคิดฝันว่าอยากจะมาเรียนต่อต่างประเทศ ไม่เคยคิดฝันว่าจะได้เป็นอาจารย์ ไม่เคยคิดฝันว่าจะได้มีโอกาสอะไรแบบนี้ จะว่าไปแล้วเป็นโชควาสนาจริงๆ ครับที่เจอผู้ใหญ่ใจดีหลายท่าน อาจารย์ดีๆ ทุกคนรอบข้างดีมากๆ ผมเรียนฟรีมาตลอดตั้งแต่เด็ก ตอน ป.ตรี ก็ได้เงินเรียนจากมูลนิธิดำรงชัยธรรม ได้ทุนอาหารกลางวันฟรีของสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ ตอนนี้ก็รับทุนจากภาษีคนไทยครับ

ผมมองย้อนกลับไปตอนเป็นเด็กที่เคยเป็นเด็กน้อยไปเลี้ยงวัวควายตามทุ่งนา เล่นน้ำในหนอง จับกบจับเขียด หาปูหาปลาตามท้องไร่ท้องนาถิ่นอีสาน ชีวิตแบบนั้นก็มีความสุขมาก ได้อยู่กับธรรมชาติ ดำเนินชีวิตแบบสบายๆ อยู่กับครอบครัวที่สุขแบบพอเพียง แต่ตอนนี้ผมก็มีความสุขเช่นกันครับ อยู่กับสมอง เลี้ยงเซลล์ ใจก็จดจ่อกับชีวะโมเลกุลที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นช่วงชีวิตที่แตกต่างอย่างมากกับตอนเด็กรวมทั้งความรับผิดและรับชอบก็คงเพิ่มเป็นทวีคูณครับ

5. เรื่องของจุฬาฯ
จุฬาฯ ให้อะไรกับผมเยอะมากครับ สรุปว่ารักจุฬา
ได้วิชาความรู้
ได้เจอครูดี
ได้เจอเพื่อนดีๆ
ได้อยู่หอพักจุฬา ซีมะโด่ง
ได้เป็นเด็กสยาม เด็กสามย่าน เด็กมาบุญครอง
และที่สำคัญ ได้รู้จักพี่ๆในเว็บนี้ซึ่งบอกตามตรงว่าบางท่านผมก็ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่ก็คุยได้เหมือนกับเราเป็นพี่น้องกัน ประทับใจจริงๆ ครับ