หมวดหมู่
การพูด/นำเสนอ การศึกษาและวิชาการ งานวิจัย งานอดิเรก ชีวิตทั่วไป สาระแห่งชีวิต ไม่มีหมวดหมู่

Designing Your PhD!

หลังจากที่ผมเรียนจบปริญญาโทในสาขาประสาทวิทยาศาสตร์ จาก Imperial College London School of Medicine  ในช่วงปลายเดือนกันยายนปี 2007 ผมก็ได้เข้าเรียนปริญญาเอกในรูปแบบ PhD (หลักสูตรปริญญาเอกทั่วโลกนั้นมีชื่อเรียกหลายแบบ) หลังจากนั้นทันที ที่ UCL Institute of Child Health โดยผมได้ศึกษาและวิจัยคุณสมบัติของเซลล์ต้นกำเนิดจากแหล่งต่างๆ เช่น สมอง, น้ำคร่ำ, ไขมัน และอื่นๆ เพื่อทำความเข้าใจชีววิทยาและการนำไปใช้ในทางการแพทย์ แต่ท้ายสุดแล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ผมได้เรียนมานั้น ประโยชน์สูงสุดที่ได้รับก็คือ “ทำความเข้าใจร่างกายของตนเอง” แต่ทว่าเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนั้นจำเป็นจะต้องได้รับการออกแบบตั้งแต่ต้น ถึงแม้เราจะไม่รู้ว่าระหว่างทางจะเกิดปัญหาอะไรให้ได้เผชิญบ้าง ผมเองได้ออกแบบการเรียนปริญญาเอก (Designing My PhD!) บางส่วนของผมไว้ว่า ผมอยากจะเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเส้นทางการเรียนรู้และศึกษาวิจัยให้เกิดเป็นงานสื่อสารวิทยาศาสตร์เพื่อสาธารณะ (science public engagement) ซึ่งจะเป็นรากฐานงานที่ผมอยากจะทำเมื่อกลับไปทำงานประจำที่ประเทศไทย

นอกเหนือจากผลผลิตงานวิจัยที่เกิดเป็นข้อมูลมากมายเพื่อใช้ในการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการแล้ว ผมก็ชอบการถ่ายภาพวิทยาศาสตร์ที่เกิดจากการทดลองของผม ซึ่งประชาชนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยมีโอาสได้เ็ห็นบ่อยนัก อีกทั้งสถานศึกษาและพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยเองก็ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก โดยภาพข้างล่างนี้เป็นชื่อผลงาน คือ Chase on Mars เป็นภาพแผ่นสมองที่ปลูกถ่ายด้วยเซลล์ต้นกำเนิดจากน้ำคร่ำ (สีเขียว) ซึ่งผมส่งเข้าประกวดในระดับมหาวิทยาลัย ในงานที่ชื่อว่า Research Images As Art (กดที่นี่) ทั้งนี้ยังมีอีกสองผลงานคือ Fireworks  และ Flying Wolf ซึ่งได้ถูกนำไปใช้เป็นภาพปกนิตยสารของมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ผมเชื่อว่าช่วงเวลาการเรียน 3-4 ปีนั้น นอกจากการเรียนเพียงอย่างเดียว ผมน่าจะทำอะไรได้อีกเยอะในขณะที่ผมเรียนปริญญาเอก ผมทำงานที่นอกเหนือจากงานวิจัยหลายอย่าง เพราะว่า “ผมอยากทำ” และผมคิดว่าถ้าผมไม่เริ่มทำก็ไม่รู้ว่าจะได้ทำตอนไหน ผมไม่อยากรอเวลาจนเรียนจบแล้วถึงไปเริ่มทำเรื่องต่างๆ เหล่านี้ที่เมืองไทย เพราะมันอาจจะสายเกินไปและไม่ทันท่วงที ผมถือคติอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าทรัพยากรรอบกายพร้อม เพื่อนร่วมงานพร้อม และโอกาสมาเมื่อไหร่แสดงว่าเป็นโชคของผมแล้วที่จะได้ทำ เพราะผมได้เตรียมความพร้อมของตัวเองไว้อยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้ว

ตัวอย่าง อาทิเช่น

ผมโชคดีที่ได้รู้จักเครือข่ายเพื่อนๆ ทั้งที่อยู่ที่ต่างประเทศแบบ off-line และเพื่อนๆ แบบ On-line โดยเฉพาะเครือข่ายในเฟสบุ๊ก งานหลายอย่างที่ผมทำ ผมต้องขอบคุณเฟสบุ๊กซึ่งเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพ หลายคนที่ผมได้ร่วมงานด้วยผมก็ไม่เคยได้เจอตัวจริงมาก่อน เราคุยกันผ่านเฟสบุ๊กจนงานเกิดเป็นรูปเป็นร่างอย่างน่ามหัศจรรย์ ผมจึงเชื่อว่าด้วยกุศลจิตเป็นพื้นฐาน เราสามารถใช้เครือข่ายสังคมเพื่อทำงานร่วมกันและเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้เช่นกัน

ซึ่งจะว่าไปแล้วการเรียนปริญญาเอกอาจดูจะง่ายกว่าปริญญาตรีในเชิงการบริหารจัดการ กล่าวคือหลักสูตรปริญญาตรีผมต้องถูกบังคับให้เข้าเรียนตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงสี่โมงเย็น ข้าวเที่ยวก็ไม่ได้ทานในบางวัน และหลายวิชาผมก็ไม่ได้ชอบ รู้สึกไม่สนุกกับการเรียนและต้องอ่านพาวเวอร์พอยท์ของอาจารย์ ซึ่งหลายคนคงทราบว่าผมไม่ชอบจดคำบรรยายในชีทพาวเวอร์พอยท์ ผมชอบอ่านตำรา textbook มากกว่า เพราะทำให้เราได้ทราบเนื้อหาวิชาเป็นเรื่องเป็นราว

เมื่อถึงเวลาที่ใกล้จะจบ นักศึกษาปริญญาเอกที่อังกฤษต้องทำรายงานเล่มใหญ่ที่เรียกว่า ดุษฏีนิพนธ์ (PhD thesis) ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีรูปแบบและข้อกำหนดที่แตกต่างกันออกไป (อ่านรายละเอียด ที่นี่ผมใช้เวลาในการเขียนไม่นานนัก ไม่น่าจะเกิน 3 เดือน เพราะผมมีเนื้อหาบางส่วนจากที่เขียนเอาไว้ในรายงานตอนปีแรกของการเรียน และที่เขียนไว้ในต้นฉบับเพื่อการตีพิมพ์ในวารสารวิจัย ดุษฏีนิพนธ์ของผมชื่อเรื่องว่า somatic stem cells: properties and potential for regenerative medicine ชื่อมันค่อนข้างกว้างมากเนื่องจากผมเขียนเพียง 3 บทใหญ่ๆ เท่านั้น

  • บทที่ 1 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดจากน้ำคร่ำ (amniotic fluid stem cells) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในหัวข้อ Amniotic Fluid Stem Cells Increase Embryo Survival Following Injury
  • บทที่ 2 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน (adipose stem cells)
  • บทที่ 3 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดและระบบประสาทในคลอรอยด์ เพล็กซัส (choroid plexus) โดยผมได้นำเสนอผลงานที่งานประชุมประสาทวิทยาศาสตร์ระดับโลก (World congress of neuroscience) ที่ประเทศอิตาลี เรื่อง Neurogenesis and nerves in the choroid plexus

นอกเหนือจากการเขียนงานวิจัยแล้ว ผมก็ได้หัดการวาดภาพการ์ตูน/เซลล์อย่างง่ายๆ โดยใช้โปรแกรม PowerPoint 2010 เพื่อผลิตภาพประกอบธีซีสของผม ภาพด้านล่างนี้เป็นการอธิบายสหวิชาต่างๆ ที่นำไปสู่ความเข้าใจเซลล์ต้นกำเนิดและเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม และผลิตภัณฑ์ยาในรูปแบบใหม่คือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) ประกอบด้วย 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนี้

1. การรักษาโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดและเซลล์ที่ได้จากเซลล์ต้นกำเนิด (  somatic cell therapy products)

2. การบำบัดด้วยยีน (gene therapy medicinal products)

3. เนื้อเยื่อที่ผ่านการดัดแปลง (tissue engineered products)

แต่เนื่องจากผลการทดลองของผมเป็นรูปภาพซะส่วนใหญ่เลยทำให้เล่มนี้หนาประมาณ 300 หน้า ทั้งนี้ได้พยายามตัดเนื้อหาบางส่วนออกไปจำนวนมากแล้วเพราะบางประเด็นมันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวแนวคิดหลัก (theme) ที่เราต้องการจะนำเสนอและอาจจะทำให้คนอ่านไขว้เขว อาจารย์ที่ปรึกษาเลยแนะนำให้ตัดออกเพื่อให้มีเนื้อหาที่ไหลลื่นมากขึ้น

หลังจากส่งเล่มดุษฏีนิพนธ์เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็ต้องรอสอบในอีกสามเดือนต่อมาในวันที่ 13 ธันวาคม เนื่องจากกรรมการสอบบางท่านต้องไปปฏิบัติภาระกิจที่ต่างประเทศและมีตารางเวลาที่ไม่ตรงกัน ช่วงที่รอก็ทำให้ผมได้ทำกิจกรรมนอกเวลาหลายอย่าง และเขียนงานทางวิชาการกับ Dr Patrizia Ferretti (อาจารย์ที่ปรึกษา ) รวมทั้งทำงานอดิเรกที่ผมอยากจะทำไปพร้อมๆ กัน

สำหรับการเตรียมตัวสอบปากเปล่านั้น ก็ได้ถามอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่หลายหนว่าควรจะเตรียมตัวอย่างไรดี เขาก็แนะนำให้อ่านเนื้อหาที่เขียนและอธิบายการทดลองที่ได้ทำไปให้ชัดเจน ซึ่งมันก็เหมือนตอบแบบกำปั้นทุบดิน เขายังบอกว่าไม่ค่อยเป็นห่วงหากกรรมการสอบเขาตั้งคำถามเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปที่อยู่นอกธีซีส เพราะผมค่อนข้างติดตามข่าวสารงานวิจัยอยู่ตลอดแล้ว

หลังจากที่ผมกลับมาอ่านสิ่งที่ตัวเองได้เขียนไป เตรียมการพูดอธิบายวัตถุประสงค์การศึกษา ข้อโดดเด่นและข้อจำกัดในการศึกษานี้ รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ก็เตรียมใจอยู่แล้วว่าต้องแก้ไข เพราะบางครั้งก็ไม่ค่อยเข้าใจมากนักว่าเหตุผลที่ตัวเองเขียนอธิบายการทดลองในแบบนั้นเพราะอะไร บางส่วนก็ไม่ได้ระบุให้ชัดเจน ก็พยายามเตรียมคำตอบประเด็นเหล่านั้นเพราะคิดว่ากรรมการก็คงสงสัยเหมือนกัน คืนก่อนสอบเป็นคืนที่แย่มากเพราะกลับจากมหาวิทยาลัยประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ หอบแฟ้มธีซีสกลับไปอ่านที่บ้าน ฝนก็ตกหนักมาก แฟ้มก็เปียก ทั้งหิวข้าวตอนดึก ตอนนั้นใจหวิวๆ เหมือนเป็นลางบอกว่าวันสอบจะต้องลำบากกว่านี้ 555+

พอถึงวันสอบ ตอนเช้าก็ได้อ่านทบทวนเล็กน้อย แต่ก็อ่านไม่ค่อยได้เยอะเพราะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว กินข้าวก็ไม่ลง พอถึงเวลาที่เข้าห้องสอบ กรรมการก็ถามว่าบทใดที่ชอบมากที่สุด ส่วนใดที่เป็นข้อจำกัดของการศึกษา แต่แปลกใจที่กรรมการถามความรู้รอบตัวค่อนข้างมาก เช่น

  • การทำงานของ transcription factor เช่น Oct4, Nanog, Sox2 และอื่นๆ ซึ่งผมไม่ได้ศึกษาโดยตรง แต่ผมศึกษาการสร้างเซลล์ต้นกำเนิดจากการเหนี่ยวนำ (induced pluripotent stem cells) จากเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน
  • การพัฒนาไปเป็นเซลล์ประสาทโดยใช้สารเคมี
  • ความรู้สึกต่องานวิจัยของเราว่าจะไปช่วยพัฒนาต่อเติมอะไรได้บ้าง สำหรับวงการวิจัยเซลล์ต้นกำเนิดในระดับสากล
  • ทำไมถึงเลือกวิธีการทดลองแบบ ก. ไม่ใช้วิธีแบบ ข. เป็นต้น
  • วิเคราะห์ และวิจารณ์งานวิจัยของผู้อื่นที่เราใช้เป็นเอกสารอ้างอิง
  • บางครั้งกรรมการอาจจะไม่คุ้นเคยกับแนวคิดงานวิจัยของเรา ซึ่งตัวเราเองอาจจะรู้สึกว่ามันดูพื้นฐานและเขาน่าจะรู้ แต่เมื่อเขาถามแล้วเราก็จำเป็นต้องอธิบายแนวคิด เป็นขั้นเป็นตอนให้เชื่อมโยงกัน และชี้ให้เป็นว่าการทดลองที่เราทำนั้นมันจะตอบคำถามและนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างในอนาคต ซึ่งแท้จริงเขาอาจจะแกล้งถามหรือไม่ทราบจริงๆ ก็เป็นได้

หลังจากเริ่มสอบประมาณบ่างสองโมง กรรมการก็ถามอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีการพัก กรรมการท่านนึงจดบันทึกหัวข้อคำถามเป็นข้อๆ ในสมุดของท่าน แล้วท่านก็ไล่ถามตามลำดับซึ่งไม่ได้เรียงตามหน้า กรรมการอีกท่านก็จดคำถามใส่ในกระดาษ post-it แปะในตัวธีซีส พอถามเสร็จก็ดึงออกที่ละข้อ ซึ่งทั้งสองคนไม่ได้ถามตามลำดับหน้า กล่าวคือ เขาเริ่มถามจากหน้าสรุปของบทสุดท้าย แล้วก็ย้อนกับไปบทแรกๆ พอนึกได้หรือมีข้อสงสัยที่เชื่อมต่อกับคำถามก่อนหน้า เขาก็โยงไปอีกบทใหม่ ซึ่งเราจะไม่มีเวลาได้เปิดอ่านธีซีสของเราเลย ต้องเตรียมพูดตอบคำถามอย่างฉับพลัน จนกระทั่งทุกคนเริ่มพอใจกับการตอบคำถาม หมดคำถามในสมุดบันทึกแล้ว กระดาษ post-it ก็ถูกนำออกไปจากธีซีสหมดแล้ว

หลังจากนั้นกรรมการก็บอกว่าพอใจกับการถามคำถามจนหมดสิ้นแล้ว และเวลาประมาณ 16.30 น. เขาก็เชิญผมออกนอกห้องก่อนเพื่อจะเรียกตัวกลับมาฟังผลการสอบอีกครั้ง ผมยืนรออยู่นอกห้องประมาณ 10 นาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นมากๆ เพราะเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา และเมื่อกรรมการเรียกตัวกลับเข้าห้องสอบอีกครั้ง เขาก็แสดงความยินดี “Congratulations…” ตามด้วยคำพูดที่แสดงถึงความพอใจกับการตอบคำถามและให้เราจบปริญญาเอก แต่ที่แปลกใจและคาดไม่ถึงคือ เขาไม่ต้องการให้แก้ไขธีซีสเพิ่มเติม! ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก เพราะตอนที่สอบผมก็จดคำแนะนำทุกอย่างแต่ข้อสเนอแนะไว้หมด เพราะคิดว่าต้องแก้ไขตามที่กรรมการได้แนะนำเอาไว้ แต่ในเมื่อกรรมการเขาไม่ต้องการให้แก้ไขเพิ่มเติมเราจะไปเรียกร้องอยากจะแก้ไขทำไมหนอ… เป็นอันจบพิธีการสอบปากเปล่า (PhD VIVA) อย่างสมบูรณ์ครับ

หลังจากสอบเสร็จแล้วก็มีการพูดคุยแสดงความยินดีจากทั้งกรรมการสอบ รวมทั้งอาจารย์และสมาชิกของภาควิชาที่ผมเรียนอยู่ และกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมงานที่มีส่วนผลักดันให้ผมสำเร็จการศึกษา ในภาพนี้ผมยืนอยู่กลาง โดยมีกรรมการสอบภายใน (Internal Examiner) ของยูซีแอล คือ  Professor Jeremy Brockes (ซ้าย)  และกรรมการจากภายนอก (External Examiner) คือ Professor Peter Andrews (ขวา)

บันทึกนี้เขียนขึ้นมาเพื่ออยากจะให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ชีวิตการเรียนของผมที่ไม่จำเป็นต้องขลุกอยู่กับตำราตลอดเวลา แต่ไม่ใช่การละทิ้งโดยไม่อ่านหนังสือหรืองานวิจัยให้ทันโลกนะครับ สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวสอบก็ขอให้โชคดีและหวังว่าบันทึกนี้จะเป็นประโยชน์กับท่าน และหากท่านผู้อ่านท่านใดที่กำลังเริ่มเรียนปริญญาเอกก็ขอให้เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ สักวันจะถึงเวลาที่เราจะได้แสดงฝีมือครับ…โชคดีกันถ้วนหน้าครับ

“ขยัน…คือ…คำตอบ”

หมวดหมู่
การพูด/นำเสนอ การศึกษาและวิชาการ งานวิจัย

เตรียมตัวขึ้นเวที TEDx ตอนที่ 1

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้รับข้อความจากผู้จัดงาน TEDx ที่เชียงใหม่ ว่าต้องการเชิญไปพูดในช่วงต้นปีหน้า ความรู้สึกแรกคือ ตกใจและตื่นเต้นมาก เพราะเราเคยติดตามฟังคนดังๆ พูดในวิดิโอมาบ้าง ก็ได้แต่ชื่นชมว่า โห…พูดถ่ายทอดได้เทพมากๆ ไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าเราจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดเวทีแบบนี้ (ถึงแม้จะมีอีกหลายขั้นตอนให้ต้องฝ่าฟัน) จริงๆ แล้วเวที TED นี้ก็มีหลายแบบ ถ้าใหญ่สุดก็น่าจะเป็น TED conference และ TED  Global ซึ่งคนดังของโลกก็ขึ้นพูดที่เวทีนี้ ส่วนเวที TEDx ก็เป็นเวทีระดับประเทศที่จัดในเมืองใหญ่ๆ ประเทศไทยเคยจัดที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ โดยมีรูปแบบที่เหมือนกับเวทีใหญ่  คือให้พูดคนละ 6-18 นาที คัดเลือกผู้ที่ส่งใบสมัครเพื่อเข้าฟังจำนวน 100 คน และจะนำวิดิโอไปเผยแพร่ให้คนทั่วโลกได้รับชมในภายหลัง อ่านเนื้อหาความเป็นมาเกี่ยวกับ TED เป็นภาษาไทยได้ ที่นี่

แล้วทำอย่างไรถึงมีคนมาเชิญ การจะได้ไปพูดบนเวทีนั้นอาจจะเกิดจากคุณสมัครไปเองให้ผู้จัดงานคัดเลือกหรือมีคนเสนอชื่อของคุณ ซึ่งลองอ่านฟอรัมนี้ดูว่าเค้าเลือกกันอย่างไร ที่นี่ ผู้จัดงานที่เชียงใหม่บอกว่ามีเพื่อนร่วมงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เสนอชื่อของผม ซึ่งผมก็ไม่ทราบโดยตรงหรอกครับ แต่เดาได้ว่าน่าจะเป็นใคร เพราะผมสันนิษฐานได้จากคนที่ชอบแฟนเพจของ TEDx ที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเพื่อนในเครือข่ายสังคมเฟสบุ๊กที่ผมเคารพและชื่นชมอีกท่าน หลังจากที่ผู้จัดงานส่งอีเมล์มาเชิญอย่างเป็นทางการและผมก็ตอบตกลงอย่างไม่ต้องลังเลใจว่าผมสนใจที่จะขึ้นเวทีไปเล่าประสบการณ์เป็นภาษาอังกฤษให้คนทั้งโลกได้ฟัง สิ่งที่ผู้จัดงานต้องการจากผมตอนนี้คือ ประวัติส่วนตัว และเนื้อหาที่จะไปพูด

การเขียนประวัติส่วนตัวแบบสั้นๆ (biography) มันยากตรงที่ต้องเขียนเป็นประโยคให้ต่อเนื่องและได้ใจความ ต่างจากซีวี (resume) ที่ใส่ได้เป็นข้อๆ จะกี่หน้าก็แล้วแต่ความต้องการในแต่ละงานที่จะนำไปใช้  อีกทั้งการเขียนประวัตินั้นทำให้ผมต้องคิดหนักว่าจะเขียนอย่างไรให้มันน่าสนใจ ดึงจุดที่เด่นและสำคัญออกมาให้ครบ แต่ทั้งนี้ไม่ใช่การบิดเบือนข้อมูล ทั้งนี้ผมต้องให้คนอื่นๆ ช่วยดู ทั้งเพื่อนคนไทยที่ผมสนิทและชาวต่างชาติที่ผมไว้ใจ บางคนอาจจะคิดว่าไม่จำเป็น หรือบางทีคนไทยอาจจะคิดว่าจะเขียนไปโชว์เขาเหรอ ผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลย เพียงแต่ผมต้องการให้เพื่อนช่วยวิจารณ์ ซึ่งมันจะทำให้เราพัฒนาตนเองให้ยอดเยี่ยมขึ้น ทั้งนี้ในภายภาคหน้าเขาก็อาจจะต้องมาทำแบบผมก็ได้

ต่อจากนี้ไปผมจึงจำเป็นต้องหาวิธีการเตรียมการพูดในที่สาธารณะให้น่าสนใจและประทับใจผู้ฟัง นอกจากผมจะต้องนั่งชมวิดิโอหลายๆ คนพูดแล้ว (ตัวอย่างนักพูด TED) ซึ่งสามารถติดตามชมวิดิโอมีภาษาไทยเขียนประกอบ (ซับไตเติ้ล) ได้ ที่นี่ ผมต้องมาคิดอีกหลายตลบว่าผมจะพูดเรื่องอะไรดีที่คนทั่วไปน่าจะชอบแล้วร้อง ว้าวววววว ขณะที่ผมกำลังพูดและได้รับเสียงปรบมืออันกึกก้องเมื่อพูดจบ เหมือนกับที่ได้ชมในวิดิโอ มันมหัศจรรย์จนบางทีผมรู้สึกเกร็งมากกับการเตรียมตัวพูดครั้งสำคัญในชีวิต

การเตรียมเนื้อหาที่จะพูดก็มีหลายเจ้าที่น่าสนใจครับ ซึ่งเว็บไซต์อย่างเป็นทางการก็ควรจะต้องเข้าไปศึกษา TED Preparing Speakers และของนักพูดท่านนี้ผมก็คิดว่าได้ประโยชน์ครับ  TIM Ferriess รวมทั้งการเตรียมสไลด์นำเสนอในแบบฉบับของ  TED Presentation design  สำหรับผมแล้วการจะพูดเรื่องราวที่ผมถนัดคือ เภสัชศาสตร์, ประสาทวิทยาศาสตร์ และเซลล์ต้นกำเนิด ให้ผสมกลมกลืนเป็นเรื่องเดียวกันในระยะเวลาไม่เกิน 18 นาทีนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก และหากผมจะเสนอแนวคิดเรื่องการนำเซลล์ต้นกำเนิดให้เด็กเยาวชนได้เรียนรู้ เช่น โครงการสเต็มคิดส์ (STEMkids) หรือการพัฒนาเภสัชกรให้หันมาสนใจเภสัชกรรมฟื้นฟูสภาวะเสื่อม (Regenerative Pharmacy) นั้น ก็เป็นสิ่งที่ต้องใช้กำลังภายในในการสรุปความโดดเด่นให้เป็นเนื้อหาที่น่าตื้นเต้น แบบที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน ทั้งนี้และทั้งนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผมต้องชัดเจนในตัวเอง เข้าใจในสิ่งที่ต้องการจะบอกให้โลกได้รับรู้ ดังนั้นการเตรียมตัวขั้นแรกของเวที TEDx จึงไม่ง่ายเหมือนกับการไปพูดตามงานประชุมวิชาการ มันเป็นภาระกิจที่ท้าทายมากครั้งหนึ่งของชีวิตผมเลยก็ว่าได้

ตัวอย่างการพูดเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์  อีดิทธ์ วิดเดอร์: โลกที่แปลกประหลาดและมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตที่เรืองแสงได้

https://ted.com/talks/view/id/1149

หมวดหมู่
งานวิจัย

แนวทางการระดมเซลล์ต้นกำเนิดประสาทเพื่อเยียวยาตัวเราเอง

เรื่องการรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิดยังคงเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วโลก เมืองไทยเองก็ให้ความสนใจ และในปัจจุบันหน่วยงานของรัฐบาลก็กำลังควบคุมให้ถูกทิศทาง เพราะบางครั้งประชาชนอาจคาดหวังกับการรักษาด้วยวิธีนี้มากจนลืมไปถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปและความเสี่ยงที่ไม่ได้สูญหายไปด้วย แต่วันนี้ผมไม่ได้มาบอกสถานที่รักษานะครับ ผมเพียงต้องการเสนอว่าต่อไปภายหน้าซึ่งไม่รู้นานเท่าไหร่เราในฐานะคนธรรมดาอาจจะได้รักษาโรคทางสมองด้วยเซลล์ต้นกำเนิดสมองของเราเองและด้วยตัวเราเอง

โดยทั่วไปแล้ววิธีการใช้ประโยชน์จากเซลล์ต้นกำเนิดประสาทในทางคลินิกอาจแบ่งได้เป็น 2 กลยุทธ์หลัก คือ
1. การเสริมเซลล์ต้นกำเนิดประสาทจากภายนอก (neural stem cell replacement therapy) เช่น ฉีดเซลล์จากภายนอกเข้าไปในร่างกาย ในสมองบริเวณที่ต้องการ เป็นต้น
2. การระดมเซลล์ต้นกำเนิดประสาทจากภายในร่างกายของเราเอง (neural stem cell recruitment therapy)
ผมมีความเชื่อว่าสักวันวิธีที่สองจะเป็นแนวทางที่น่าสนใจ เลยขอเกริ่นคร่าวๆ ว่าแนวทางนี้เป็นอย่างไร เนื่องจากว่าเซลล์ต้นกำเนิดประสาทที่มีอยู่แล้วในสมองของคนเรา ใครๆ ก็มีจะยากดีมีจนทุกคนมีเหมือนกัน แต่ละวันเซลล์ต้นกำเนิดประสาทเหล่านี้ก็แบ่งตัวให้เซลล์ประสาทใหม่ แต่ว่าสมองบางบริเวณเท่านั้นที่มีเซลล์ต้นกำเนิดเหล่านี้อาศัยอยู่ (ปัจจุบันยอมรับกันว่าคือ SVZ และ SGZ แต่มีอีกหลายบริเวณที่เป็นที่ถกเถียงในแวดวงวิชาการว่าอาจจะมีเซลล์ต้นกำเนิดเหล่านี้) เมื่อเกิดการบาดเจ็บของสมองขึ้น เช่น stroke และ traumatic brain injury เป็นต้น เซลล์เหล่านี้เช่นใน SVZ ก็จะแบ่งตัว พัฒนาตัวเองไปเป็นเซลล์ประสาท และเคลื่อนตัวไปยังบริเวณที่เกิดการบาดเจ็บนั้นๆ
 แต่ศักยภาพที่สมองจะเยียวยาตัวเองนั้นมันน้อยมากเพราะมีสารต่างๆมากมายที่อยู่ในโครงสร้างสมอง ที่ควบคุม ปรับแต่งกระบวนการเยียวยาดังกล่าว นอกจากนี้ปัจจัยภายนอกร่างกายก็มีผลอย่างมาก ตอนนี้นักวิจัยและบริษัทยาต่างก็รีบศึกษากลไกการเเบ่งตัว เจริญพัฒนา และการเดินทางของเซลล์ประสาท (neuronal migration) สักวันอาจจะมียากลุ่ม A ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดประสาทแบ่งตัวมากขึ้น ยากลุ่ม B ช่วยพัฒนาและยืดอายุเซลล์ประสาทให้อยู่นานขึ้น ยากลุ่ม C ช่วยเป็นไกด์พาเซลล์ประสาทเดินทางไปยังบริเวณที่ต้องการแบบสั่งได้ หรือแนวทางเสริมที่อาจจะไม่ต้องอาศัยยา เช่น การเพิ่มพูนสิ่งแวดล้อมที่เป็นประโยชน์ (environmental enrichment) การออกกำลังกาย การฝึกด้านการรู้คิด เป็นต้น
ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้ใช้จริง แต่ในอนาคตความก้าวหน้าที่กล่าวมาข้างต้นเป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้น การเยียวยาตนเองด้วยเซลล์ต้นกำเนิดประสาทของตัวเราเองโดยอาศัยปัจจัยภายนอกมาปรับเสริมจึงเป็นอีกหัวข้อการศึกษาที่น่าสนใจมากครับ…โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
ขยัน…คือ…คำตอบ
หมวดหมู่
งานวิจัย

ชีวิตและความเป็นไป

วันพุธที่ผ่านมาได้เดินทางไปพบกับอาจารย์ที่ปรึกษาที่ UCL เพื่อพูดคุยขอบเขตงานวิจัยใน PhD จากที่เคยแจ้งไปว่าอยากทำเซลล์ต้นกำเนิดจากน้ำคร่ำ เค้าก็เลยเตรียมการไว้เยอะ พอบอกว่าวีระพงษ์เปลี่ยนใจอยากทำเซลล์ต้นกำเนิดในฮิปโปแคมปัสเขาก็ค่อนข้างโอเค เพราะเขาก็อยากทำแล็ปนี้เช่นกัน สรุปแล้วก็คือ ทำทั้งสองอย่าง
  1. เซลล์ต้นกำเนิดจากน้ำคร่ำ คงทำทั้งจากคนและหนู แล้วเหนี่ยวนำให้กลายเป็นเซลล์ประสาท อาจารย์คนที่สองที่จะไปทำด้วยคือ Dr Paulo คนนี้เก่งมากกกกกกกกกกกกกกก เป็นคนที่ค้นพบเซลล์ที่ว่านี้และตีพิมพิ์ใน Nature Biotechnology เมื่อต้นปีนี้เอง แต่ก่อนเป็นอาจารย์ที่อเมริกาแต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่  UCL แล้ว อาจารย์เป็นหมอผ่าตัด สามารถขอ license เพื่อเอาน้ำคร่ำมาทำวิจัยได้ ขอบเขตของงานที่ทำก็คงคล้ายๆ ที่รายงานในวารสารเก่าซึ่งเครื่องมือที่แล็ปมีครบทุกอย่าง แต่อาจารย์บอกว่าหากต้องทำ electrophysiology ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการยืนยันการทำงานของกลุ่มเซลล์ประสาทก็อาจต้องไปทำงานกับอาจารย์อีกแล็ปอื่น อันนี้ชี้ให้เห็นว่าการจับกลุ่มทำวิจัย ร่วมมือกันในหัวข้อที่เราไม่มีความรู้เป็นไปได้ง่ายในเมืองฝรั่ง เราไม่รู้ก็ไปขอความรู้จากผู้รู้ ถ้าเรารู้ก็สอนคนอื่นได้ เป็นต้น
  2. เซลล์ต้นกำเนิดประสาทในฮิปโปแคมปัส คือเอาสมองมาเลี้ยงแบบเป็นแผ่นที่เรียกว่า hippocampal slice culture ดูผลของสารต่างๆ ต่อการเจริญพัฒนาของเซลล์ต้นกำเนิดประสาทเหล่านี้ ดูเหมือนอาจารย์เขาจะสนใจพวกยาเสพติด พูดออกมาหลายคำ เพราะยาเสพติดทำให้การเกิดใหม่ของเซลล์ประสาท(adult neurogenesis) หยุดชะงัก มีผลเสียต่อการเรียนรู้ และเกิดผลมากมายต่อเซลล์ต้นกำเนิดประสาท ส่วนตัวก็สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว อยากจะจับเอายาทั้งหมดมาคัดกรองหาประสิทธิภาพการกระตุ้นให้เซลล์ประสาทเกิดมากขึ้น ที่สำคัญประเทศจีนชอบเอาสมุนไพรจีนมาทดสอบมาก กลับไปเมืองไทยเลยอยากจะไปควานหาสมุนไพรไทยมาทดสอบดู ต่อไปภายหน้าแนวทางการรักษาด้วยตัวเอง (endogenous neural repair) น่าจะสดใส เมื่อเปรียบเทียบอีกแนวทางนึงคือ เอาเซลล์จากข้างนอกฉีดเข้าไปในตัว การรักษาด้วยตัวเองนี้ผมหมายถึงว่า จะกระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดประสาทของตัวเองออกมาทำงานเยียวยาร่างกายเราเอง โดยกลไกการบังคับจากการเพิ่มพูนสิ่งแวดล้อมที่เป็นประโยชน์ (environmental enrichment) การออกกำลังกาย ยา สารอาหาร สมุนไพร และปัจจัยอื่น ซึ่งเป็นงานวิจัยที่น่าตื่นเต้น เป็นประโยชน์ในวงกว้าง ไม่ต้องเสียเงิน ต่อไปชาวบ้านทั่วไปก็สามารถกระตุ้นเซลล์ต้นกำเนิดตัวเองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปลดปล่อยจินตนาการไปเยอะ เรื่องนี้น่าสนใจจริงๆ นะ คนไทยจำนวนมากยังคิดว่า “เซลล์ประสาทเกิดใหม่ไม่ได้ สมองหยุด….. หยุดทำงาน มีแต่เสื่อมลงเรื่อยๆ”   ซึ่งความจริงแล้วในแต่ละวันเซลล์ต้นกำเนิดในสมองของคนเราแบ่งตัวให้เซลล์ประสาทใหม่วันละหลายพันเซลล์ ดังนั้น เซลล์ประสาทเกิดใหม่ได้ สมองเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราสามารถควบคุมโครงสร้างและการทำงานของสมองได้ (บางส่วน)”  ผมจึงปรารถนาอยากจะเรียนรู้เรื่องต่างๆ เหล่านี้เพื่อขยายสารไปให้ทุกคนได้ทราบเช่นกัน

ขยัน คือ คำตอบ

หมวดหมู่
งานวิจัย

แล็ปครั้งสุดท้าย จะปิดแล็ปแล้ว

หลังจากที่ทำแล็ปมานานหลายเดือนและอาจารย์ที่ปรึกษาเคยบอกว่าอาจจะให้หยุดทำแล็ปสิ้นเดือนกรกฏาคม เนื่องจากวันนี้วิเคราะห์ผลการทดลองเสร็จได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ดูเหมือนเขาตื่นเต้นมากๆ เดินถือกราฟไปมาเพื่อจะไปโชว์กับอาจารย์อีกคน เราเป็นคนทำการทดลองก็เหนื่อยๆ ไม่ค่อยได้แสดงอาการตื่นเต้นอะไรมาก ยิ้มๆ เขาพูดอะไรมาก็ได้แต่ตอบ yes yes แล้วก็ yes ตอนแรกที่ถ่าบภาพ นับเซลล์ก็ประหวั่นว่าผลคงไม่ดีแน่ๆ แต่ก็คิดในใจว่า ไม่ดี ได้เป็น negative results ก็ช่างมัน มันก็คือผลการทดลอง แต่พอผลมันเป็น positive results อืม ก็หายเหนื่อยพอควร
ผลการทดลองที่ค้นพบก็คือ เมื่อให้แอนติบอดีต่อโปรตีนแอนเน็กซิน A1 พบว่าเซลล์เพาะเลี้ยง BV2 กิน (phagocytosis) เซลล์เซล์เพาะเลี้ยง PC12 ที่ตายแบบ apoptosis ได้น้อยลง นั่นหมายถึง โปรตีนแอนเน็กซิน A1 มีบทบาทในกระบวนการกินครั้งนี้
รวมทั้งวันนี้ก็ถ่ายวิดิโอแบบ Time-lapse study คือถ่ายภาพทุกๆ 5 นาที ในช่วงเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ภาพเซลล์เพาะเลี้ยง BV2 ที่กำลังวิ่งเข้าไปกินเซลล์เซล์เพาะเลี้ยง PC12 เป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจมากๆๆๆๆๆๆ
พรุ่งนี้ทำการทดลองซ้ำเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็ปิดแล็ปแล้ว แต่ก็เหลือวิเคราะห์ผลการทดลองทั้งหมด เก็บรวบรวมผลแล้วอาจารย์คงต้องรีบตีพิมพิ์ไม่งั้นเดี๋ยวคนอื่นแย่งตีพิมพิ์ก่อน
ตอนนี้การเขียนเล่มรายงานเป็นสิ่งที่ยากที่สุด ตอนนี้เขียนบท Materials and Methods เรียบร้อยแล้วให้อาจารย์แก้ไขกลับคืนมาแล้ว ต่อไปก็เหลือส่วนอื่นๆ ที่หนักเอาการ เวลาที่เหลือเดือนกว่าๆ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่พอดีกับการเขียนเล่มวิทยานิพนธ์และเตรียมการนำเสนอเพื่อสอบปากเปล่า ก่อนที่จะบินกลับเมืองไทยไปเตรียมสอบอย่างสบายใจ
หมวดหมู่
งานวิจัย

รอยยิ้มของนักวิทยาศาสตร์

ความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์นั้นยากที่ชาวบ้านทั่วไปจะเข้าใจ
ก็แค่เลี้ยงเซลล์ แล้วเอาสารอะไรไม่รู้ไปเติม เอาไปใส่ในหลอดทดลอง ปั่นๆ กดๆ แล้วก็ได้กราฟประหลาดออกมาให้ได้เชยชม
ปากท้องก็ไม่ได้อิ่ม สวยงามก็ไม่ใช่ คำสรรเสริญก็มีไม่บ่อย แถมเงินตอบแทนก็ต่ำยิ่งนัก
 
แล้วจะทำไปทำไมละครับวิจัย
ผลผลิตจากงานวิจัยคงไม่ได้ใช้ประโยชน์ในเร็ววันเหมือนการทำ OTOP
งานวิจัยมันเป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่เพื่อคนในหมู่บ้าน แต่เพื่อคนทั้งโลก
มองไม่เห็นเด่นชัดเหมือนเข่งปลาทูนะ เปเปอร์เป็นร้อยฉบับก็ยังไม่เห็นประโยชน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
 
วันนี้ทำการทดลอง FACS โดยเอา cell suspension ที่ประกอบไปด้วย Phagocytic cells (BV2 cells) ที่เป็นเซลล์ไมโครเกลียในสมอง และ apoptotic cells (PC12) ที่เป็นเซลล์ประสาท ในภาวะปกติไม่พบโปรตีน annexin A1 ใน apoptotic cells แต่พบได้ใน cytosol ของ Phagocytic cells ที่นี้ในช่วงที่เกิด phagocytosis คือเซลล์ Phagocytic cells จะโอบล้อมจับกิน apoptotic cells จากการทดลองวันนี้พบว่าโปรตีน annexin A1 จะเคลื่อนตัวจาก cytosol ของ BV2 cells มายังเยื่อหุ้มเซลล์ด้านนอกเพื่อเกิดอันตรกิริยากับ PC12 cells ยังไม่แน่ใจว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขั้นไหนเพราะว่า phagocytosis มันประกอบด้วยหลายขั้นตอน เช่น เซลล์ Phagocytic cells สามารถบ่งบอกว่าเซลล์นี้กำลังจะตายข้าต้องไปกำจัดมันเพื่อไม่ให้มันปล่อยสารพิษออกไปทำลายเซลล์ข้างเคียงโดยจำโมเลกุลที่เรียกว่า eat me signals ซึ่งเรียกกระบวนการนี้ว่า recognition, จากนั้นก็ต้องจับโมเลกุลจำเพาะเพื่อเตรียมพร้อมจะเขมือบเซลล์ที่กำลังจะตาย ที่เรียกว่า tethering, ต่อจากนั้นก็แสดงแสนยานุภาพโอบล้อมจับกินให้สิ้นซาก ในกระบวนการที่เรียกว่า engulfing และเกิดเป็น phagosome ในเซลล์พร้อมทั้งย่อยสลาย (degradation) เป็นต้น
 
วันนี้อาจารย์ทั้งสองตื่นเต้นมาก นี่แหละที่เขารอมานาน บอกไม่ถูกนะอารมณ์นั้น ฝรั่งนี่เขาทุ่มเทสนใจศึกษาจริงๆ เราก็ดีใจที่เหนื่อยมาตลอดแล้วผลการทดลองมันออกมาดี ตื่นเต้นแล้วยังได้เกิดความรู้สึกแบบนักวิทยาศาสตร์ซึ่งแต่ก่อนไม่ค่อยได้รู้สึกมากนัก ตอนนี้ก็เลยต้องอ่านเปเปอร์ สร้างโมเดล เพื่อมาอธิบายกลไกที่มันเกิดขึ้นกับเซลล์ในระหว่างที่มันกำลังเกิดฟาโกไซโตซิส (เซลล์ภูมิคุ้มกันกินเซลล์ประสาทที่กำลังจะตาย) เพราะมันเป็นแนวคิดใหม่ที่ยังไม่มีใครค้นพบ ฟังดูอาจจะโอเวอร์นะ แต่มันตื่นเต้นจริงๆ เพราะยังไม่เคยมีเปเปอร์ไหนรายงานกลไกที่เกิดขึ้น
 
โปรดติดตามงานวิจัยตอนต่อไป
แปลกแต่จริง ช่วงนี้มีแต่ข่าวดีๆ เกิดขึ้นกับชีวิต
 
 
หมวดหมู่
งานวิจัย

Experiment results

I am currently doing MSC project which is very difficult but will provide me a strong background for my PhD study. After I shown my results this morning, my supervisor as well as co-supervisor are pleased and they said that I possibly would do some more experiments and then i can finish my lab work. I am so glad to hear that I will complete my tough time soon and will writing up my dissertation afterwards. Soo Soo weerapong!
หมวดหมู่
งานวิจัย

พักงานราษฏร์

ช่วงนี้ต้องทำแล๊ปเหนื่อยทุกวัน ได้กินข้าวเช้าก็เกือบสี่โมงเย็น คาดว่าคงทำแล๊ปไปเรื่อยๆจนกว่าจะส่งเล่มรายงาน ดังนั้นต้องรีบเขียนแล้ว อาจจะไม่ได้เขียนบทความภาษาไทยในนี้บ่อยเหมือนเดิม คงต้องพักงานราษฏร์เอาไว้ใส่ใจกับงานหลวงให้มากขึ้น ไม่อย่างนั้นจะมาเศร้าใจที่หลังทีหลังไม่ได้นะวีระพงษ์
หมวดหมู่
งานวิจัย

Phagocytosis Essay

เป็นครั้งที่สองแล้วที่ทำแล๊ปนี้ แต่เปลี่ยนโปรโตคอลลใหม่เพราะว่าตอนแรกไม่เห็นเซลล์เลย
ทำตั้งแต่เก้าโมงครึ่งจนถึงสี่โมงเย็น นี่ขนาดย่นเวลานะ ถ้าทำเต็มเวลาก็คงเกือบสองทุ่ม
 
First, I treated PC12 cells with 6-OHDA for 6 hours to induce the cells to undergo apoptosis. Then, collected apoptotic PC12 cells and pooled, centrifuged and finally took them to be in contact with BV2 cells which are microglial cells. This coขculture system worked today is newly established in my lab group and it is also very useful for me when I return to TH, for sure. After letting both cells doing intercellular interaction and signal to many protein inside cytosol, i mean to induce phagocytosis, for 2 hours, then I took all well plates to the Haematology department for performing cytocentrifugation by using cytospin machine. Amazingly, there were spots of cells on the slide, haha the process worked. The final step was Geimsa staining. My god, I had to inhale many reagents, acetone, sorensen buffer, geimsa solution, May- grunwald and so on. Next time I will manage to ensure that everthing is safe to protect myself in order to survive before completing the degree, haha.
Astonishingly, my supervisor was very pleased to my results and she said she could see BV2 cells undergoing phagocytosis by phagocytosing those apoptotic PC12 cells. Haha, unfortunately I could not see any difference since this is my first experiment. Tomorrow, the slides will be analyzed under microscope and I, personally, hope to see many phagocytic BV2 cells so I can count and calculate the phagocytic index of such an experiment.
 
ดีใจมากมาย ของให้ได้ positive results จะได้ทำๆๆๆๆๆๆๆๆ ทำอันอื่นต่อไปสำหรับเรื่อง apoptosis
Hoesht staining->FACS analysis
เริ่มสนุกและมีกำลังใจละ หลังจากที่น่าเบื่ออยู่นาน จนอยากไปเรียนเอกแล้ว งาน ป.โท ก็น่าสนใจเหมือนกันแฮะ