พ่อแม่ตั้งชื่อให้ว่า ด.ช. วีระพงษ์ ประสงค์จีน ดูที่นามสกุลเหมือนจะมีเชื้อจีนเล็กน้อยแต่ว่าเนื่องจากเกิดที่กลางทุ่งกุลาร้องไห้ ก็เลยกลายพันธุ์เป็นคนอีสานเต็มตัว บ้านเกิดผม คือ อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เรียนชั้นอนุบาลศึกษาจนถึงชั้นมัธธยมศึกษาตอนปลายที่อำเภอมาตลอดครับ ความจริงแล้วชื่อเล่นผมมีหลายชื่อครับ ชื่อแบบชาวบ้านที่พ่อแม่ตั้งให้ คือ บักหำหล้า บักหำแกง (เก๋มากจนไม่มีใครกล้าเรียก) แบบว่าเป็นเอกลักษณ์มากครับ แต่เพื่อนๆ นักเรียนทุนมูลนิธิดำรงชัยธรรมก็จะเรียกสั้นๆว่า พี่แกง ส่วนที่เหลือก็จะเรียก น้องพงษ์ เป็นไงครับ
ใจจริงผมอยากเปลี่ยนชื่อเป็น พงศ์ธีระภัทธ (แปลว่าเชื้อสายแห่งปราชญ์ผู้ดีงาม) รู้ไหมครับว่าผมเอามาจากไหน คือว่าผมไปอ่านเจอคอลัมน์ของอาจารย์สเถียรพงศ์ วรรณปก ในเดลินิวส์ ชื่อนี้ผมชอบมากแต่ก็ยังไม่กล้าเปลี่ยนเพราะว่าชื่อนี้พ่อแม่ตั้งให้อีกทั้งอยู่กับชื่อนี้มานาน ชีวิตก็ยังราบรื่นดี
2. เรื่องของเด็กน้อย
ด้วยความที่ครอบครัวทำนาปลูกผักขายก็เลยเป็นพ่อค้าตั้งแต่เด็ก ผมเปิดร้านขายไม้ดอกไม้ประดับตอน ม. 3 จากนั้นก็เป็นพนักงานเสริฟที่สวนอาหาร ขายโน้นขายนี่ไปเรื่อยตามประสาเด็กที่ไม่อยากจน นอกจากนี้ก็ต้องไปขายผักที่ตลาดสดเรียกลูกค้าให้แม่ด้วย เนื่องจากว่าอาจารย์ก็รู้จัก เพื่อน พี่ น้อง ในโรงเรียนไปจ่ายตลาดก็ต้องมาซื้อกับผมนะ ไม่งั้นมีเคืองถ้าไปซื้อกับคนอื่น
คุณยายผมเป็นหมอลำและร้องสรภัญญะตามงานวัด ผมก็เลยชอบเต้น ชอบฟ้อน ร้องหมอลำตั้งแต่เด็ก มีงานอะไรก็ขอแจมกับโรงเรียนทุกงานก็ว่าได้ สมัยนั้นถ้ามีหมอลำในงานวัดที่อยู่ในรัศมีไม่เกิน 30 กิโลเมตร ผมก็ต้องซิ่งมอเตอร์ไซค์ไปกับเพื่อนไม่มีพลาด หน้าเวทีครับพี่น้อง เหล้าเบียร์ ฟ้อนหน้าเวที ดูกันจนซอดแจ้งจ่างป่าง จนอยู่ชั้น ม.ปลาย ผมเคยจะไปสมัครอยู่กับคณะหมอลำแถวบ้านเพราะอยากเป็นพระเอกหมอลำมากๆ (ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าเอนทรานซ์คืออะไร สาบานได้ครับ) ตอนนี้ก็ยังร้องหมอลำทุกวันเลยนะครับถึงแม้จะอยู่ที่ต่างประเทศก็ตาม
3. เรื่องของการเรียน
จากที่เรียนในโรงเรียนของอำเภอมาตลอดถึงแม้ผลการเรียนจะอยู่อันดับต้นๆ ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักเรียนเต็มตัว เพราะผมชอบทำกิจกรรมมาก โดยเฉพาะภาษาไทย พวกขับเสภา สุนทรพจน์ พิธีกร จนผมคิดอยากเรียนพวกสื่อสารมวลชน ตอนสมัครเข้าเรียน ม.ปลาย ผมเลือก ศิลป์-คำนวณ นะครับ แต่อาจารย์ก็โทรมาหาให้เปลี่ยนแผนการเรียนเพราะเขาบอกว่าคะแนนอย่างผมควรไปเรียนวิทย์ (ต้องเข้าใจนะครับว่า ในต่างจังหวัดอาจารย์ให้ความสำคัญกับสายวิทยาศาสตร์มากกว่า) แต่ผมก็ปฏิเสธไปว่าชอบ แต่พอไปเข้าชั้นเรียนวันแรกแล้วเจอเพื่อนไม่ค่อยถูกใจ (คือว่ามันชวนไปดูดบุหรี่) ผมก็เลยคิดได้ว่าเปลี่ยนไปเรียนวิทย์-คณิตก็น่าจะเรียนได้ ผมเล่นกีฬาก็เป็นกิจกรรมหลักซึ่งผมให้เวลามากกว่าอ่านหนังสืออีกนะ เคยจะไปสมัครโรงเรียนกีฬาตอน ม.ปลาย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมไปเข้าค่ายแข่งกีฬาเยาวชนแห่งชาติทำให้ผมเกือบจะไม่ได้สอบตอน ม. 5 โชคดีที่กลับไปอ่านหนัอสือสอบทันจนเอาชีวิตรอดมาได้ถึงทุกวันนี้ครับ
ผมมีอาจารย์ที่หวังดีให้สมัคร กศน จริงๆไม่ได้เรียนหรอกครับ ถึงเวลาสอบก็ไปสอบ เมื่อสอบผ่านก็ได้วุฒิ ม.ปลายมาตอน ม. 5 อาจารย์ก็เลยบอกให้ไปลองสอบเอนทรานซ์ดูปรากฏว่าติดคณะสัตวแพทย์-จุฬา เป็นนิสิตจุฬาฯ รหัส 42 ที่ผมตัดสินใจมาเรียนก็เพราะว่าถ้าอยู่เรียน ม.6 ต่อก็ไม่มั่นใจตัวเองว่าจะสอบติดอีกไหม การมาเรียนที่จุฬาฯ นี้ผมได้รับทุนจากมูลนิธิดำรงชัยธรรมของอากู๋ (GMM grammy) เพื่อนร่วมห้องและเพื่อนร่วมชั้น แต่ละคนระดับพระเจ้า คือ ตั้งแต่ผมเกิดมาไม่เคยรู้จักใครที่เก่งมหากาฬอย่างพวกเขามาก่อน เพื่อนก็สอนหนังสือผมเยอะมากโดยเฉพาะพวกเด็กโอลิมปิก เด็กทุน กพ สาระพัดเด็กเก่งมารวมกันจนทำให้ผมรู้สึกว่า “เราทำเต็มที่หรือยัง เราเป็นนักเรียนเหมือนพวกเขาหรือยัง” ผมก็เลยอ่านหนังสือสอบเอนทรานท์ใหม่ซึ่งมูลนิธิก็ใจดีมากให้ผมสอบใหม่ได้และให้ทุนต่อไป ท้ายสุดก็เลยได้เรียนคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ รหัส 43 จึงเป็นที่มาของเด็กซิ่วอย่างผม
4. เรื่องของโชคชะตา
ผมไม่เคยคิดฝันว่าอยากจะมาเรียนต่อต่างประเทศ ไม่เคยคิดฝันว่าจะได้เป็นอาจารย์ ไม่เคยคิดฝันว่าจะได้มีโอกาสอะไรแบบนี้ จะว่าไปแล้วเป็นโชควาสนาจริงๆ ครับที่เจอผู้ใหญ่ใจดีหลายท่าน อาจารย์ดีๆ ทุกคนรอบข้างดีมากๆ ผมเรียนฟรีมาตลอดตั้งแต่เด็ก ตอน ป.ตรี ก็ได้เงินเรียนจากมูลนิธิดำรงชัยธรรม ได้ทุนอาหารกลางวันฟรีของสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ ตอนนี้ก็รับทุนจากภาษีคนไทยครับ
ผมมองย้อนกลับไปตอนเป็นเด็กที่เคยเป็นเด็กน้อยไปเลี้ยงวัวควายตามทุ่งนา เล่นน้ำในหนอง จับกบจับเขียด หาปูหาปลาตามท้องไร่ท้องนาถิ่นอีสาน ชีวิตแบบนั้นก็มีความสุขมาก ได้อยู่กับธรรมชาติ ดำเนินชีวิตแบบสบายๆ อยู่กับครอบครัวที่สุขแบบพอเพียง แต่ตอนนี้ผมก็มีความสุขเช่นกันครับ อยู่กับสมอง เลี้ยงเซลล์ ใจก็จดจ่อกับชีวะโมเลกุลที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นช่วงชีวิตที่แตกต่างอย่างมากกับตอนเด็กรวมทั้งความรับผิดและรับชอบก็คงเพิ่มเป็นทวีคูณครับ
5. เรื่องของจุฬาฯ
จุฬาฯ ให้อะไรกับผมเยอะมากครับ สรุปว่ารักจุฬา
ได้วิชาความรู้
ได้เจอครูดี
ได้เจอเพื่อนดีๆ
ได้อยู่หอพักจุฬา ซีมะโด่ง
ได้เป็นเด็กสยาม เด็กสามย่าน เด็กมาบุญครอง
และที่สำคัญ ได้รู้จักพี่ๆในเว็บนี้ซึ่งบอกตามตรงว่าบางท่านผมก็ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่ก็คุยได้เหมือนกับเราเป็นพี่น้องกัน ประทับใจจริงๆ ครับ