วันนี้ได้ชมมิวสิควิดิโอของ มนต์แคน แก่นคูณ เนื้อหาในหลายๆ เพลงได้กระตุ้นภาพความทรงจำในวัยเด็กของผมได้เป็นอย่างดี
สมัยเป็นเด็กที่บ้านทำนา ถึงฤดูเกี่ยวข้าว ได้ "ฟ่อนข้าว" แล้วก็ต้องมาตีข้าวให้ได้เม็ดข้าวเปลือกไปขาย กิจกรรมการตีข้าวจึงเกิดขึ้นในสถานที่ที่เรียกว่า "ลานตีข้าว หรือ ลานนวดข้าว" ซึ่งสมัยก่อนต้องทาพื้นผิวด้วยมูลวัวหรือควายที่เปียกแล้วปล่อยให้มันแห้ง มูลสัตว์จะช่วยปกป้องความชื้นจากดินและเชื้อโรคพวกแบคทีเรียและรา ช่วยปรับความแข็งของผิวหน้าดิน ไ ม่ให้เม็ดข้าวติดปนไปกับดิน ทำให้เก็บรวบรวมเม็ดข้าวได้ง่าย ต่อมาจึงมีการใช้ตาข่ายสีฟ้าเพื่อรองเม็ดข้าว ชาวนาต้องไปนอนที่นาเพื่อตีข้าวทั้งกลางวันและกลางงคืนให้เสร็จอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ข้าวมีคุณภาพได้ราคางาม ผมก็เลยนึกถึงตอนที่ไปนอนที่ทุ่งนาตอนกลางคืน ไปตีข้าวที่ลานข้าว ท่ามกลางแสงจันทร์ เหมือนในมิวสิคเพลงลูกทุ่งไม่มีผิด
เพลงเตะน้ำหยอกปลา ทำให้นึกถึงภาพตอนไปนั่งบนเพิงริมน้ำแล้วหย่อนเท้าเตะน้ำเล่น แต่ใจจริงคือไปตกเบ็ดเพื่อหาปลานิลที่คลองแถวบ้าน แต่มันไม่มีปลามาติดกินเบ็ดก็เลยนั่งเอาขาแช่น้ำเล่นไปเรื่อย
ถาดพาข้าว เป็นภาชนะที่ทำให้ผมนึกถึงปู่ย่าขึ้นมาอย่างจับใจ ตู้กับข้าวไม้ที่ขาตั้งไม่ตรงกันทำให้เย้ไปเย้มามีถาดพาข้าวเก่าๆ ลายต้นไม้สีเขียวๆ ในถาดพาข้าวก็จะมีน้ำพริกปลาร้า มีกับข้าวที่เหลือจากมื้อก่อนๆ (ทำกับข้าวครั้งหนึ่งก็ทานไปได้หลายมื้อ) มีผักใบเขียว และโชคดีก็จะมีพวกขนมที่เรียกว่า “เศษหลวงพ่อ” คือเป็นขนมหวานที่ย่าเอามาจากวัดที่มีคนถวายให้หลวงพ่อ ท่านฉันไม่หมดก็เอามาให้ญาติโยมเอาไปทานที่บ้าน
โครงกระดูกไก่ราคา 3 บาท (ร้องไห้) ที่ปู่เดินไปซื้อที่ตลาดสดเอามาปรุงแบบชาวบ้าน เติมตะไคร้ ใบมะกรูด สับกระดูกให้เป็นชิ้นพอคำ เมนูนี้ทำให้ผมซึ้งมาก ปู่ก็ได้กินผมก็ได้กิน แต่จุดประสงค์จริงๆ ก็คือ ทำกับข้าวให้ “ไอ้ตูบ” ที่เป็นหมาแสนรู้ของปู่ มันชอบกินมากแต่ผมก็จะแย่งมันกินเป็นประจำ เอาต้มกระดูกไก่ร้อนๆ ราดข้าวสวยสักจาน ตอนนั้นก็เป็นจานเยี่ยมของผมแล้ว
ตอนเช้าๆ ย่าจะต้องนึ่งข้าวเหนียวแล้วมา “ส่ายข้าว” คือการถ่ายข้าวเหนียวที่สุกแล้วจากหวดข้าวเอามาผัดบนแผ่นไม้หนาๆ ที่เรียกว่า “โบม” แล้วก็เอาน้ำมาพรมข้าวเหนียวเป็นระยะๆ ใช้ “ไม่ค่อนด้าม” หรือ ”ไม้ส่ายข้าว” พลิกข้าวกลับไปมาเพื่อให้ไอน้ำจากข้าวเหนียวระเหยไปในอากาศ ลดอุณหภูมิไปในตัว ถ้าไม่ผัดข้าวให้ไอมันระเหยออกก่อนเวลาเอาข้าวเหนียวไปใส่ในกระติบไอน้ำก็จะควบแน่นเป็นโมเลกุลน้ำข้าวเหนียวก็จะแฉะ ไม่เหนียวปั้นไม่เป็น “ปั้นข้าวเหนียว” นอกจากนี้โมเลกุลน้ำอาจเร่งปฏิกิริยาทำให้ข้าวบูดง่ายด้วยกระมัง ผมก็ต้องมานั่งรอตอนที่ข้าวร้อนๆ เพื่อจะได้กินข้าวเหนียวร้อนๆ แต่ทั้งนี้ต้องรอหลังจากย่าแบ่งส่วนหนึ่งไว้ให้ปู่ใส่บาตรก่อน มิฉะนั้นจะได้บาปเอา จากนั้นผมก็เอาเกลือมาโรยปั้นข้าวเหนียวกินเป็นอาหารเช้า แต่อีกเมนูที่เด็ดก็คือ น้ำปลาร้าจากกระปุกแล้วบีบน้ำมะนาวลงไปนิด เอาปั้นข้าวเหนียว “จ้ำ” ลงไปในสารละลายดังกล่าวข้างต้น รสชาติแซ่บอย่าบอกใคร นี่ก็เป็นอีกเช้าที่รอดตายก่อนจะเดินไปเรียนหนังสือเมื่อครั้งเป็นเด็กน้อย
เพลงคำสัญญาของหนุ่มบ้านนอกของ ไผ่ พงศธร ท่อนนี้ “อาศัยข้าวแกง กินข้าวแลงในห้องน้อยๆ” ตรงกับชีวิตผมช่วงที่มาพักที่เอสดีคอรท์ แถวกิ่งเพชร ซึ่งตอนนั้นกำลังเรียนปริญญาตรีที่คณะเภสัช จุฬาฯ คือสภาพห้องก็ไม่ถือว่าแคบดอก เพียงแต่เป็นห้องว่างเปล่า บนตึกเก่าๆ เพื่อนบ้านร่วมตึกก็จะเป็นพี่น้องคนอีสานที่มาตามล่าหาความฝัน บ้างก็เป็นพ่อค้าแม่ขาย ขายพวกอาหาร ขายน้ำหวาน ขับแท็กซี่ บ้างก็เป็นแม่บ้านให้สามีเลี้ยง ตกตอนเย็นมาพวกเขาก็สังสรรค์รวมตัวกันทานข้าวเย็นกัน พร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาราโอเกะ เพียงแค่นี้ก็สววรค์สำหรับเขาแล้ว แต่น่าเสียดายที่พวกเขาก็มีรายได้ไม่ได้มากนักแต่ก็เสียเงินกับพวกนี้โดยใช่เหตุบ้างก็ต้องกู้หนี้ยืมสิน
ต้องรำลึกความทรงจำครั้งเป็นเด็กน้อยไปเรื่อยๆ ช่วงนี้กำลังเก็บข้อมูลตัวเอง !